
บทเรียน(อีกครั้ง)
ในที่สุดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหารเป็นยุทธวิธีในการดำเนินการจนได้ หลังจากได้มีความพยายามในการใช้วิธีการเจรจาและเครื่องมือทางกฎหมายแต่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จ และแน่นอนเมื่อมีการใช้กำลังทางทหารจึงต้องมีกา
การปลูกฝังหลักนิติธรรมและความเป็นนิติรัฐในสังคมนั้นจะต้องทำไปพร้อมกับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์หน้านี้ได้พิสูจน์อีกครั้งในคราวนี้ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าวิถียุติธรรมยังไม่อาจแทรกตัวเข้าไปในวิถีชีวิตคนไทยได้อย่างลึกซึ้ง
สังคมไทยจึงถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงการเสริมสร้างสังคมที่เป็นธรรมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่เท่าทันกับกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าความขัดแย้งในครั้งนี้มีที่มาที่ไปและสะสมมายาวนานรวมทั้งซึมลึกเข้าไปในสังคมมากพอดู นั่นย่อมชัดเจนแล้วว่ากฎหมายและการบริหารกฎหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมและการเมือง การแก้ไขปัญหาจึงต้องหันมาใช้กำลังทางทหารอีกเช่นเคยดังที่ผ่านมาในอดีต
ผมไม่ใช่นักการเมืองแต่ในฐานะชาวบ้านที่มีความรู้ทางกฎหมายจึงต้องตั้งคำถามกับกฎหมายสูงสุดของประเทศหรือที่เรารู้จักกันในนามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่ายังคงมีความศักดิ์สิทธิ์สมกับเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแล้วหรือไม่ ทำไมรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถส่งผลให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้วยหลักกฎหมายได้ หรือว่าสังคมไทยไม่เคารพรัฐธรรมนูญไม่เคารพกฎหมายกันแล้ว หลายคนได้คำตอบอย่างสอดคล้องกัน
รัฐธรรมนูญไม่อาจอยู่ในวิถีคนไทยจึงทำให้กฎหมายไม่อยู่ในวิถีไทย เมื่อถึงคราวเกิดความขัดแย้งกลไกหรือเนื้อหาของกฎหมายจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับเรื่องนี้ทั้งๆ ที่พอมีความพยายามกันอยู่บ้างแต่ไม่สำเร็จเพราะพื้นฐานเปราะบางเกินไปไม่อาจรองรับปัญหาที่ซับซ้อนและสะสมโดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และการก่อการร้ายที่ผสมผสานกับความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ได้สะท้อนความอ่อนแอของสังคมนิติรัฐอย่างชัดเจน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละเรื่องจึงหลีกเลี่ยงความสูญเสียและการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปไม่พ้น
คำถามอีกคำถามจึงเกิดขึ้นว่าสังคมถึงทางตันหรือถอยหลังเข้าคลองอีกแล้วหรือ ถ้าคำตอบที่ได้คือใช่ การจะวิเคราะห์เพื่อประเมินหาเหตุผลคงไม่ได้อะไรใหม่เพราะเป็นปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทยแบบซ้ำซากเป็นเพียงวิธีการที่แตกต่างออกไปตามยุคสมัยเท่านั้น และน่าจะได้ข้อสรุปว่าวิถียุติธรรมยังไม่ได้รับการพัฒนาและยอมรับจากคนไทยมากขึ้นสักเท่าไหร่
แน่นอนว่าต้องมีคนรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แค่คิดยังมองไม่เห็นทางจะเอาตัวผู้รับผิดชอบมาพูดคุยกับชาวบ้านได้ เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างว่าไม่ใช่คนที่จะต้องรับผิดชอบ ทุกคนอ้างความชอบธรรมในการกระทำของตนเองทั้งสิ้น หนำซ้ำกระบวนการทางกฎหมายถูกอ้างว่าเป็นการจัดฉาก ลำเอียงและใส่ความกันเสียอีก
โลกาภิวัตน์ที่สร้างความเจริญทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจไม่อาจสร้างความสงบสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบเพราะความซับซ้อนทางด้านสังคมและการเมืองที่พอกพูนขึ้นหากไม่ได้รับการพัฒนาให้เท่าทันด้วยการปลูกฝังวิถียุติธรรมผลลัพธ์ที่ได้คือกลียุคที่สัมผัสได้



