
ใครไม่ปรองดอง (1)
แม้ว่าโอกาสของการปรองดองจะมีน้อยลงหลังเหตุการณ์คืนวันที่ 13 พฤษภาคม แต่ประเด็นปรองดองได้จัดสรรฝ่ายขึ้นมาใหม่โดยยึดเอาความปรารถนาที่จะปรองดองหรือไม่เป็นตัวชี้วัด ฝ่ายหนึ่งคือพวกที่แสดงเจตนาบ้าง
แอบส่งเสริมบ้างว่าแต่ละก๊กเหล่าที่กำลังสู้กันอยู่นี้ควรจะปรองดองกันบ้าง อย่างน้อยก็ชั่วคราว อย่างน้อยก็บางแง่มุมก็ยังดี พวกนี้ประกอบไปด้วยบางคนในฟากรัฐบาล ฟากแกนนำ นปช. พรรคเพื่อไทย ส.ว.ส่วนใหญ่ พ่อค้าแม่ขายทั้งรายใหญ่รายย่อย ประชาชนเป็นวงกว้าง พร้อมทั้งอดีตนายกฯ ทักษิณก็ดูเหมือนจะอยู่ในพวกนี้ด้วย ส่วนอีกฝ่ายคือพวกที่ไม่เอาการปรองดอง
ปรองดองเป็นวาทะฮิตตัวใหม่แทนที่คำว่าสมานฉันท์ซึ่งเท่าที่ผ่านมาเป็นจริงไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ การปรองดองไม่ได้หมายถึงการที่คู่ขัดแย้งมาจูบปากกันแล้วทำเป็นลืมว่าขัดแย้งกันทำไม แต่เป็นการพักรบชั่วคราว โดยเปิดโอกาสให้แก่เวลาและกระบวนการบางอย่างเข้ามาปรับจูนสถานการณ์และเป้าหมายของตน เมื่อมีความปรองดอง การใช้ความรุนแรงต่ออีกฝ่ายก็จะหยุดลงก่อน ส่วนจะพัฒนาการปรองดองไปสู่ระดับอื่นนั้นยังตอบไม่ได้ อาจไปได้สวยแบบแอฟริกาใต้ที่รุ่งโรจน์จนได้จัดบอลโลกในเดือนหน้านี้แล้ว หรือต้องมารบกันใหม่จนกว่าใครจะชนะอย่างเด็ดขาดกันไปข้าง ก็ต้องดูต่อไป เท่าที่ผ่านมาก็มีฝ่ายที่หวังแบบประการหลังนี้ก็เปิดเผยตัวออกมาเรื่อยๆ
ฝ่ายที่เปิดเผยตัวก่อนใครคือกลุ่มที่อ้างว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมสมานฉันท์กับระบอบทักษิณ ผู้ที่อยู่กลุ่มนี้มองไปมองมาก็เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตร/การเมืองใหม่ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม พวกเขายึดมั่นความเชื่อที่ว่าหากปรองดองกับฝ่ายเสื้อแดงไปก็เหมือนปรองดองกับฝ่ายผิด ได้คืบจะเอาศอก ลงเอยที่ทักษิณชนะยึดครองประเทศได้ไม่ช้าก็เร็ว แถมพวกเขาเองก็จะโดนเช็กบิลอย่างแน่นอน งานนี้จึงต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการไม่ปรองดองเสียแต่ต้น แต่พลังของกลุ่มในเวลานี้ลดลงไปมาก หากต้องการให้ออกมาน่าเกรงขามเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน ก็ต้องใช้เวลาและฟื้นฟูกันอีกมาก ลำพังเฟซบุ๊กและการชุมนุมโบกธงนั้นยังไม่เพียงพอต่อการสร้างมวลชนที่กล้าตายแบบที่ฝ่ายตรงข้ามพวกเขาทำ ที่สำคัญคือการพัฒนาองค์กรนั้นจะยังคุ้มค่าในสายตาผู้ที่เคยสนับสนุนพวกเขาหรือเปล่า
ดังนั้นพวกเขาจึงหวังชิงพื้นที่ความนิยมจาก "เพื่อนเก่า" อย่างประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันแรกที่เห็นลางเลือกตั้งใหม่ พวกเขารู้ดีว่าในสนามเลือกตั้งคนเอียงแดงย่อมเอาข้างเพื่อไทยวันยังค่ำ กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาจึงเป็นคนเอียงเหลืองที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทับซ้อนกับประชาธิปัตย์ งานนี้จึงมีการโจมตี "เพื่อนเก่า" ไม่ยั้ง ซึ่งก็น่าจะได้ผลในระดับหนึ่ง เพราะแฟนอภิสิทธิ์จำนวนไม่น้อยผิดหวังต่อการยุบสภาอาจเลือกพรรคการเมืองใหม่ให้เข้าสภา ขณะที่เสื้อเหลืองนอกสภาก็จะได้รับการยกระดับความสำคัญขึ้นอีกครั้ง
สัปดาห์หน้าจะพูดถึงกลุ่มที่เหลือครับ



