
วิกฤติหนี้กรีซระเบิดเวลาลูกใหม่หวั่นลามยุโรปกระทบถึงเศรษฐกิจไทย
ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายกำลังจับตาว่า วิกฤติการณ์หนี้สาธารณะของกรีซที่สูงถึง 125% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือ 3 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 4.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 14 ล้านล้านบาท
จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหรือไม่ หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทุ่มเงินเข้าไปช่วยเหลือแล้วกว่า 1.1 แสนล้านยูโร เพราะตลาดหุ้นและตลาดเงินยังมีความอ่อนไหวอยู่มาก
ที่สำคัญปัญหาของกรีซ นอกจากจะมีความรุนแรงในตัวเองแล้ว ยังขยายวงกว้าง และนักวิเคราะห์มองว่า อาจนำไปสู่วิกฤติภาคการเงินยุโรปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2007 และนำไปสู่วิกฤติหนี้สาธารณะทั่วทั้งโลก เนื่องจากมีหลายประเทศที่มีหนี้ระดับสูงจนน่าตกใจ โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีหนี้พุ่งสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และอาจทะลุไปถึง 200% ของจีดีพีในปีหน้า
ปัญหาหนี้ที่สูงลิบลิ่วของกรีซ จึงเป็นตัวกดดันเศรษฐกิจในหลายประเทศให้ชะลอตัวลง เริ่มจากกลุ่มยุโรปทั้ง สเปน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี ก่อน และยังมีแนวโน้มจะลุกลามเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสหรัฐที่กำลังเผชิญวิกฤติงบประมาณขาดดุลสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 48.8 ล้านล้านบาท
กรีซจึงถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่จะเขย่าเศรษฐกิจโลกให้สั่นคลอนจนเกิดเป็นวิกฤติรอบใหม่หากแพ็กเกจ 1.1 แสนล้านยูโร ของไอเอ็มเอฟและกลุ่มประเทศยูโรโซน ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาของกรีซได้
ขณะที่ประเทศไทยเองในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการกู้หนี้ยืมสินอย่างหนัก ทั้งการทำงบประมาณขาดดุลและกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงปีงบประมาณ 2554 ที่กำลังจะตามมาด้วย และไทยอาจมีความจำเป็นต้องทำงบขาดดุลยาวไปถึงปี 2558 หรือ 2560 ด้วยซ้ำ ขณะที่ไอเอ็มเอฟออกโรงเตือนประเทศยุโรปทั้งสเปนและโปรตุเกส ให้เร่งลดการขาดดุล แต่ของไทยดูเหมือนจะสวนทาง
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยอดหนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยล่าสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 มีจำนวน 4,075,144 ล้านบาท หรือ 41.90% ของจีดีพี โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้ตรง 2,713,303 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1,101,179 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 191,029 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 69,633 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากปีก่อน และสิ้นปีนี้น่าจะขึ้นไปถึง 49-50% หากมีการกู้ยืมเต็มวงเงินไทยเข้มแข้ง
หนี้ไทยยังบริหารได้แม้ขยับแตะ 60%
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวยืนยันว่า หนี้สาธารณะที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว แม้จะมีหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก หากจะมีการเรียกหนี้คืนก็ไม่มีปัญหาอะไรและไม่กระทบกับเสถียรภาพของประเทศอย่างแน่นอน เนื่องจาก สบน.มีการบริหารจัดการหนี้ที่ดีกว่าในอดีตและมีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอ
ทั้งนี้ จากตัวเลขหนี้สาธารณะ 4 ล้านล้านบาทนั้น มีหนี้ต่างประเทศไม่ถึง 10% หรือ 5.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น และเป็นหนี้ระยะยาวทั้งหมด โดย 60% เป็นหนี้สกุลเงินเยน ที่เหลือ 30% เป็นหนี้สกุลดอลลาร์ และอีก 10% เป็นสกุลเงินของยุโรป เช่น กู้จากเยอรมนี เป็นต้น ปัญหาของกรีซหรือยุโรปจะไม่มีผลในการถูกเรียกหนี้คืน เพราะเป็นหนี้ระยะยาว แต่หากจะต้องชำระคืนช่วงนี้เราก็ได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม สบน.มองว่าประเทศไทยไม่น่าจะมีสถานะเช่นเดียวกับกรีซที่มีหนี้สูงจนไม่สามารถบริหารจัดการได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการขยายเพดานกรอบวินัยการคลังไว้ของระดับหนี้ต่อจีดีพีจาก 50% เป็น 60% ก็ตาม แต่หากเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีหนี้สาธารณะสูงเกือบ 200% ของจีดีพี ถือว่าน้อยมาก และโชคดีที่ผ่านมารัฐบาลเน้นการกู้ยืมเงินในประเทศ จึงสามารถบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสม
“ตอนนี้ไม่ได้หมายความว่า สบน.จะนิ่งนอนใจ เพราะการที่สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น หากขึ้นไปถึงระดับสูงสุดที่ประเมินไว้ คือ 58% ในปี 2555 ก็ต้องมีความระมัดระวังและส่งสัญญาณให้รัฐบาลรับทราบเป็นระยะๆ ให้ชะลอการกู้ยืมหรือก่อหนี้น้อยลง”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง มั่นใจว่า ผลกระทบของกรีซต่อประเทศไทยนั้น น่าจะมีน้อยมาก โดยเฉพาะผลทางตรงทั้งด้านการค้า การเงินและการลงทุน เพราะไทยส่งออกไปกรีซน้อยมาก มีสัดส่วนไม่ถึง 1% แม้ว่าปัญหากรีซจะลุกลามไปยังกลุ่มพิกส์ (PIGS) คือ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี และสเปน ก็จะกระทบกับส่งออกของไทยเพียง 2.8% แต่คงต้องจับตาดูว่าจะขยายวงกว้างไปทั่วยุโรปหรือไม่ เพราะสัดส่วนการส่งออกไปยุโรปคิดเป็น 10% ของมูลค่าการส่งออกรวม
“เท่าที่ประเมินผลกระทบ มองว่าไม่น่าจะขยายวงกว้างไปทั่วยุโรป อย่างมากก็จำกีดแต่กลุ่มพิกส์เท่านั้น เพราะการเข้าไปแก้ปัญหาของอีซีดีและไอเอ็มเอฟทำได้เร็วและใช้เงินมหาศาล”
ส่วนผลกระทบต่อการลงทุนนั้น ก็ถือว่าน้อยมาก เพราะมีสัดส่วนเงินลงทุนในไทยเพียง 3% ของเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนทั้งหมด ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม พบว่าสถาบันการเงินไทยมีการปล่อยกู้ไปลงทุนในกรีซไม่ถึง 5% ของสินทรัพย์รวมและแบงก์มีการสำรองเงินกองทุนไว้สูงกว่ามาตรฐานอยู่แล้ว จึงไม่น่ากระทบสถาบันการเงินไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมที่ต้องจับตาดูคือ สถาบันการเงินทั่วโลกที่ปล่อยกู้ให้กรีซ อาจมีความเสี่ยงในการได้หนี้คืนและส่งผลให้ตลาดเงินทั่วโลกปั่นป่วนอีกครั้ง แต่คงไม่รุนแรงแหมือนครั้งวิกฤติซับไพรม์
“มั่นใจได้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเหมือนกรีซ หรือหลายประเทศในยุโรป นักลงทุนยังมั่นใจในตราสารการเงินของไทย ซึ่งยังมีความเสี่ยงต่ำและการกู้เงินของไทยก็ยังมีดอกเบี้ยต่ำเมื่อเทียบกับกรีซ ที่ต้นทุนพุ่งขึ้นไปถึง 600-700% ขณะที่ทุนสำรองทางการสูงถึง 1.4 แสนล้านเหรียญ หรือสูงกว่าหนี้ระยะสั้นถึง 16 เท่า จึงไม่น่าเป็นห่วงหากถูกเรียกหนี้คืนทั้งหมด”
หวั่นลามยุโรปกระทบส่งออก
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการสำรวจพบว่า วิกฤติหนี้ในยุโรปไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทยมากนัก เนื่องจากมีการปล่อยสินเชื่อให้บริษัทที่มีสัญชาติกรีซเพียง 340 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก เช่นเดียวกับตลาดทุนไทย แม้จะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากเหมือนตลาดหุ้นของประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เศรษฐกิจไทยอาจได้รับก็คือ ผลกระทบต่อการส่งออก โดยนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า วิกฤติหนี้กรีซยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกไทยมากนัก เบื้องต้นประเมินแล้วหากผลกระทบอยู่เฉพาะในกรีซจะมีผลกระทบการส่งออกไทยเพียง 0.1% แต่หากผลกระทบลามไปโปรตุเกสจะกระทบการส่งออก 0.2-0.4%หรือคิดเป็นมูลค่า 613 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด และกรณีเลวร้ายสุด หากผลกระทบของกรีซลุกลามไปยังโปรตุเกส สเปน ไอร์แลนด์ และอิตาลี จะกระทบการส่งออกของไทย 1.2-1.5% คิดเป็นมูลค่า 2,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“ตั้งแต่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ระหว่าง 42-45 บาทต่อยูโร แต่ไทยยังส่งออกได้ดีอยู่ แต่หลังเกิดวิกฤติกรีซ คาดว่าจะกระทบการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาส 3 ดังนั้น จึงควรดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมใกล้เคียงกับภูมิภาค อยู่ที่ 41-42 บาทต่อยูโร เพราะหากค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 40-40.5 จะทำให้การส่งออกไทยไปกลุ่มอียูลดลง 270-540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวหาตลาดอื่นทดแทนตลาดยุโรป โดยเฉพาะตลาดในเอเชีย รวมถึงตลาดที่เปิดเขตการค้าเสรีกับไทย โดยสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ อาทิ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารและเสื้อผ้า
ขณะที่นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า ผลกระทบที่เกิดจากวิกฤติการเงินของยุโรปอาจจะไม่กระทบโดยตรงกับประเทศไทย แต่ยังต้องจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งตลาดหุ้น อัตราดอกเบี้ย การส่งออก และค่าเงินบาท โดยเฉพาะเรื่องของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ธปท.ต้องเข้ามาดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไปจนส่งผลเสียต่อการแข่งขันในการส่งออกสินค้าของไทย



