ข่าว

ปชป.แฉ"พท."ขนคนเติมม็อบราชประสงค์

ปชป.แฉ"พท."ขนคนเติมม็อบราชประสงค์

16 พ.ค. 2553

"โฆษกปชป." เฉ่ง "เด็กพท." กำลังซ้ำเติมปท. ขนคนจากดอนเมืองเติมม็อบราชประสงค์ พร้อมสอน"พร้อมพงศ์"ก่อนแถลงข่าวควรดูข้อกม. แถมอัดนพส.ยักษ์ใหญ่อย่าเสนอข้อเพียงด้านเดียว

(16พ.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอประณามนักการเมืองพรรคเพื่อไทยบางคน ที่มีพฤติกรรมซ้ำเติมสถานการณ์ หรือคนบางกลุ่มที่เป็นใครก็ตามที่ยึดประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งและซ้ำเติม สถานการณ์อีก โดยมีการพยายามระดมมวลชนมาเพิ่มเติม ทั้งที่สถานการณ์ขณะนี้มีความสุ่มเสี่ยง เช่นเมื่อวานนี้ มีนักการเมืองแถวดอนเมืองพยายามระดมมวชนเข้ามา โดยรวมตัวกันที่พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง รวมถึงการใช้สถานที่พรรคเป็นแหล่งซ่องสุมเสบียง และพยายามนำมวลชนฝ่าด่านของทหารเพื่อนำเสบียงเข้าไปให้ผู้ชุมนุม แต่ไม่สามารถรวมพลได้มากพอ ขณะเดียวกันมีการพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้านเดียว พยายามพูดว่าทหารฆ่าประชาชน มีการเผยแพร่คลิปภาพและเสียงต่างๆ ซึ่งความจริงสถานการณ์ขณะนี้เป็นการปะทะกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งย่อมเกิดความสูญเสียของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และอาจมีลูกหลงไปถูกผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นอยากเรียกร้องว่าถ้าคนเหล่านี้ยังเป็น ส.ส.อยู่ก็ควรลาออกไป

 นายสาธิต กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย จะนำข้อมูลไปฟ้องศาลโลก ตนขอชี้แจงต่อนายพร้อมพงศ์ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองรุ่นน้องว่า ขอให้นายพร้อมพงศ์ได้ดูกฎหมาย และข้อเท็จจริงในนามพรรคว่าก่อนจะพูดในนามพรรค หรือพูดต่อหน้าสื่อสาธารณะ ขอให้ดูข้อมูลให้ถี่ถ้วนถูกต้องก่อน ไม่เช่นนั้นจะเกิดความผิดพลาด ที่เห็นทหารอยู่อีกที่หนึ่ง และอย่าคิดว่าการพูดเพื่อเป็นข่าวอย่างเดียว เพราะเท่าที่นายพร้อมพงศ์ฟ้องคดี หรือดำเนินการใดๆ 90% มีความล้มเหลว เพราะอาจจะทำให้น้ำหนักของการเป็นนักการเมืองลดลงไปทุกวัน ที่สำคัญอย่าลืมนำภาพผู้ก่อการร้าย และบุคคลที่ไม่หวังดีนำอาวุธทำร้ายทั้งผู้ชุมนุมและทหารเข้าไปรวมด้วย หากทำได้อย่างนี้ความน่าเชื่อถือจะเพิ่มมากขึ้น

 นายสาธิต กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อน กลับพบว่ามีสื่อบางสื่อนำเสนอลักษณะปลุกระดม เสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเพิ่มเข้าไป เพื่อให้เกิดความเกลียดชังทั้งโดยภาพและเหตุการณ์ ทั้งนี้อยากยกตัวอย่างสื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งไม่ขอเอ่ยนาม โดยเฉพาะหน้าหนังสือพิมพ์เช้าวันนี้ที่มีการนำเสนอภาพผู้หญิงกำลังพาเด็กนักเรียนข้ามถนน เหมือนมีผู้ชุมนุมคนหนึ่งโบกผ้า แต่มีการบรรยายภาพให้เหมือนว่าทหารคอยซุ่มยิงอยู่ ทั้งนี้ตนมองว่าไม่ได้เสนอข้อเท็จจริง และใส่ความรู้สึกลงไป ดังนั้นขอให้สื่อได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

 ด้านนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคได้ประเมินสถานการณ์ความรุนแรงที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ใช้ยุทธศาสตร์คู่ขนาน ระหว่างการก่อการจราจลควบคู่กับการก่อการร้าย โดยกองกำลังที่ติดอาวุธสงคราม เพื่อที่จะเคลื่อนเหตุการณ์ไปสู่ภาวะสงครามการเมือง โดยมี 4 ลำดับขั้นตอนคือ 1.ล้มกรอบปรองดองและเริ่มจู่โจมแนวกระชับวงล้อมของเจ้าหน้าที่ขณะที่อยู่นอกบริเวณพื้นที่ชุมนุม เพื่อหวังผลเกิดการปะทะ 2.ก่อการจราจลโดยการเผายาง ปิดปั้มน้ำมันโดยหน่วยกล้าตาย เพื่อสร้างความโกลาหล ใช้ควันเพื่ออำพรางตัว 3.กองกำลังดังกล่าวได้ใช้อาวุธสงคราม เอ็ม 79 โจมตีเจ้าหน้าที่อย่างหนัก เพื่อหวังให้เกิดการตอบโต้ และจุดโจมตีนั้นอยู่หลังแนวการจราจลาจล 4.ใช้ปืนอานุภาพสูงยิงใส่ศรีษะและลำตัวเพื่อสร้างความเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่หลายจุดนั้น เช่น ราชปรารภเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังแนวเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกว่า 300 เมตร

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อหวังใช้เป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมให้ประชาชนจับอาวุธลุกขึ้นสู้ โดยเป็นการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารว่าเข่นฆ่าประชาชนซึ่งเป็นเท็จจริง ทั้งนี้พรรคได้รวบรวมหลักฐานเพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็นการสนับสนุนการดำเนินการใน 4 ลำดับขั้นตอนที่ว่า คือ 1.เหตุการ์การยิงระเบิดเอ็ม 79 ที่มีการบันทึกภาพได้ชัดเจนจากบริเวณศาลาแดง เป็นการยิงจากแนวของผู้ชุมนุม เข้าสู่แนวของเจ้าหน้าที่ 2.จุดปะทะบริเวณบ่อนไก่ที่ปรากฎกองกำลังติดอาวุธใกล้ซอยงามดูพลี

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวต่อว่า การปฏิบัติการทั้งหมดในครั้งนี้มียุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. คือกองกำลังติดอาวุธจะเน้นการก่อการร้ายที่พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายประชาชนและผู้ชุมนุมเป็นหลัก มากกว่าการสังหารเจ้าหน้าที่โดยตรง นอกเหนือจากการยิงเอ็ม 79 ใส่แนวของทหาร ซึ่งมีวัตถุประสงค์สร้างภาพความชอบธรรมว่าความสูญเสียเกิดขึ้นจากในส่วนผู้ชุมนุมเพื่อให้รัฐบาลรับผิดชอบ ให้นำไปสู่การลุกลามบานปลาน พรรคหวังใช้วิจารณญาณลำดับเหตุการณ์ และหวังสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศจะได้นำเสนอข้อเท็จจริงไม่ให้การสร้างสถานการณ์สัมฤทธิ์ผล และพรรคสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่จะเดินหน้าป้องกันสังคมจากการตกเป็นเหยื่อ แนวทางที่ดีที่สุดตามที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง คือขอให้ยุติการชุมนุมโดยมวลชนซึ่งถูกใช้เป็นโล่ห์กำบังในการปฏิบัติงานของกองกำลังติดอาวุธ แต่ขณะนี้เป้นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทยได้ปฏิเสธแนวทางการปรองดอง ดังนั้นพรรคอยากเรียกร้องให้การเผชิญหน้ากันอยุ่บนหลักจำกัดความสูญเสียของทุกฝ่ายเป็นหลัก ใน 6 ข้อด้วยกัน  1.ขอเรียกร้องให้แกนนำ นปช.เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานทางมนุษยธรรมเข้าคุ้มครองเด็กสตรีและคนชรา ทั้งราชประสงค์ และที่สีลมโดยเร่งด่วน โดยไม่มีเหตุผลใดๆ ที่แกนนำจะไม่อนุญาตให้บุคคลที่สุ่มเสี่ยงถูกทำร้ายและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตกอยู่ในเงื่อนไขของความรุนแรง

 2.ขอให้ยุติการขัดขวางและทำร้ายหน่วยพยาบาล หน่วยกู้ชีพ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ที่ถูกยิงเสียชีวิต โดยขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปกป้องการกระทำหน้าที่ทางด้านมนุษยธรรม การพยาบาลฉุกเฉิน โดยหากผู้ใดขัดขวางหรือทำร้ายของให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังยับยั้ง 3.ขอให้มีการจัดพื้นที่ปลอดอาวุธและเขตอภัยทาน ให้สำหรับผู้ที่ต้องการหนีไปพักพิง ได้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียน และวัด 4.คุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่มีการบาดเจ็บถึงบาดเจ็บสาหัสทั้งสื่อในและต่างประเทศ เพราะจะมีบทบาทสำคัญในการบันทึกพยานหลักฐานเพื่อใช้สะสางข้อเท็จจริงต่อไปในอนาคต 5.หากเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าหากมีการยอมแพ้ด้วยสัญลักษณ์สากล เช่น ยกธงขาว ยกมือขึ้นเหนือศรีษะ วางอาวุธลง ขอไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้าย ดังเช่นปรากฎภาพทหารถูกทำร้ายแม้จะยกมือขึ้นแล้วก็ตาม และ6. ต้องมุ่งไปที่การปฏิบัติการของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ที่ใช้อาวุธสงครามร้ายแรงยิงใส่ประชาชนโดยไม่เลือก และไม่ได้เป็นคู่กรณีการเผชิญหน้าแต่อย่างใด เพื่อสร้างความสูญเสียเพื่อให้รัฐบาลรับผิดชอบ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปกป้องและคุ้มครองประชาชน

 " เป็นห่วงกระบวนการที่ใช้ความสูญเสียและการตายมาบิดเบือน เช่นกรณีรูปที่กลุ่มที่เคลื่อนไหวนำมาใช้โดยอ้างว่ามีการทำร้ายประชาชนนั้น เห็นได้ชัดว่าบริเวณถนนรางน้ำเป็นรูปที่มีการตัดต่อเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิต โดยมีการบันทึกภาพไว้อ้างว่าสูญเสียชีวิตแล้วมีการขยับทั้งแขนและขา พรรคมีหลักฐานว่าภาพที่นำมาใช้นั้นเป็นภาพที่มีการตัดต่อเพิ่มบุคคลเข้าไปเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเพิ่มความเกลียดชัง " นพ.บุรณัชย์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีแนวทางใดในการลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอีก นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า แนวทางของรัฐบาลในการใช้มาตรการที่หลีกเลี่ยงความสูญเสียอย่างเต็มที่โดยไม่เข้าไปในพื้นที่หลัก แต่เป็นการตั้งแนวเพื่อป้องกันการขนถ่ายอาวุธ ถือเป็นแนวทางที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างถึงที่สุด และการดำเนินการนั้นกลับถูกจู่โจมนอกพื้นที่ชุมนุม เพิ่มเงื่อนไขการเผชิญหน้ากัน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ถอยร่นแต่มีการใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ โดยอาศัยแนวมวลชนทำให้หลีกเลี่ยงการสูญเสียในการปฏิบัติการไม่ได้ ตนคิดว่าความรับผิดชอบอยู่ที่ผู้ที่สังการให้กองกำลังติดอาวุธยุติลงได้ คือ แกนนำ นปชงและอดีตนายกฯ ทักษิณ

 เมื่อถามต่อว่า ในเหตุการณ์ปะทะกันมีเจ้าหน้าที่ทหารสูญเสียบ้างหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ตนไม่ขอปฏิเสธในกรณีที่มีการตอบโต้ตามเงื่อนไขการปฏิบัติเพื่อปกป้องความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าหน้ที่เมื่อกองกำลังติดอาวุธมีอาวุธอยู่ในมือ ซึ่งหลายกรณีที่มีความสูญเสียเกิดขึ้นเป็นการเกิดขึ้นหลังแนวของผู้ชุมนุมห่างไกลจากแนวปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และส่วนหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติงานเรียนรู้จากเหตุการณ์เมื่อวันที ่10 เม.ย. คือการตั้งหลักอยู่ในที่โล่งเป็นความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีโดยอาวุธสงครามโดยตรง เจ้าหน้าที่จึงต้องหลบหลีกเข้าไปในบริเวณตึกหรืออาคารเพื่อป้องกัน ทำให้กลุ่มที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ถูกสังหารเป็นส่วนใหญ่

 ต่อข้อถามที่ว่า รัฐบาลจะปรับแผนในการปฏิบัติอย่างไรในเมื่อไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้ โฆษกพรรค ปชป.กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตถูกสังหารโดยผู้ก่อการร้าย เพราะมีหลักฐานยืนยัน หน้าที่ของรัฐบาลคือคุ้มครองไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายกระทำการต่อประชาชน และผู้ชุมนุมที่สร้างสถานการณ์ และการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็รวมถึงการใช้กำลังที่สมควรแก่เหตุในการปฏิบัติการด้วย ทั้งนี้ถือว่าช่องทางในการเจรจาเปิดกว้างตลอดแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการยุติความรุนแรง และความรุนแรงที่ถูกกระทำเกิดขึ้นจากหลังแนวของผู้ก่อจราจล เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องยับยั้งการกระทำดังกลาว แต่แน่นอนการคุ้มครองประชาชนไม่ให้อยู่ในวิธีกระสุนก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้ามีการใช้อาวุธสงครามรัฐบาลมีอย่างเดียว คือ ต้องตอบโต้และหยุดยั้งการกระทำของผู้ที่ใช้ความรุนแรง แต่วิธีที่ดีที่สุดคือผู้ชุมนุมต้องหยุดให้แกนนำใช้เป็นโล่ห์กำบัง