ข่าว

"จตุพร"ไม่สนศอฉ.ขออพยพเด็ก-สตรีออกจากม็อบ

"จตุพร"ไม่สนศอฉ.ขออพยพเด็ก-สตรีออกจากม็อบ

16 พ.ค. 2553

"จตุพร" ปากกล้าขอตายคาราชประสงค์ สุดท้ายใจฝ่อหวังพึ่งพระบารมีในหลวง - ไม่สนรัฐบาล ศอฉ.ประสานขออพยบ เด็ก สตรี คนแก่ ออกจากม็อบ สวนทหารต้องหยุดยิง 'ก่อแก้ว ’ ปูดทหารเตรียมทำลายตู้คอนเทนเนอร์ เหตุสงสัยเป็นคลังอาวุธ

(16พ.ค.) นายจตุพร พรหมพันธ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.ร่วมแถลงข่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมที่ปรากฏว่ามีเหตุปะทะรายวันภายหลังการประกาศขอคืนพื้นที่ชุมนุม พร้อมนำตัวนางนารี แสงประเสริฐศรี มารดาของนายมานะ แสงประเสริฐศรี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพป่อเต็กตึ๊ง ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่ย่านบ่อนไก่ ขณะลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากที่เกิดเหตุมาแสดงตัวด้วย

 นายจตุพร กล่าวว่า  นปช. ขอแสดงความเสียใจและเชื่อว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะมากกว่า 24 ราย นี่ถือเป็นโศกนาถกรรมที่ผู้เสียชีวิตเป็นประชาชน การที่นายกฯให้ทหารติดอาวุธถือเป็นเหตุผลในการสั่งฆ่า และทราบว่ารัฐบาลจะประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถาน ขอเตือนว่าการประกาศทุกครั้งไม่สามารถยับยั้งประชาชนไม่ให้ออกมาได้ หนำซ้ำจะทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมา ซึ่งการเสียชีวิตของนายมานะ ถือว่าอยู่ในชะตากรรมเดียวกับพวกตน ที่ไม่รู้ว่าวันใดจะถูกสไนเปอร์ตัดสิน

 นายจตุพร กล่าวว่า การที่นายกฯ อ้างเรื่องสถาบัน แล้วมาเป็นเหตุฆ่ามนุษย์เพื่อนร่วมชาติ ถือเป็นความเลวร้าย ถ้าต้องการฆ่าพวกตนก็ขอให้มา แต่อย่าแอบอ้างสถาบัน วันนี้ถ้ามีการสั่งฆ่าประชาชนหนึ่งคนเท่ากับว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เพิ่มศัตรูที่เป็นญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตอีกมาก และไม่ว่า นายอภิสิทธ์ จะประกาศเคอร์ฟิว กฎอัยการศึกอีกสักกี่ครั้งก็ไม่สามารถหยุดประชาชนได้ ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ ยังไม่หยุดฆ่า พวกตนก็จะอยู่ที่นี่ยอมรับความตายอยู่ที่ราชประสงค์ทุกคน ถ้าจะออกไปก็ต้องเป็นร่างไร้วิญญาณ  

 “ถ้ามีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวในผู้ชุมนุมจริง สามวันที่ผ่านมาก็ต้องมีทหารบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบ้าง แต่ขณะนี้ยังไม่มีทหารเสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ดังนั้น การกล่าวอ้างว่า กลุ่มผู้ชุมนุมติดอาวุธและก่อการร้ายจึงไม่เป็นความจริง   น่าเสียใจที่สุดคือนายอภิสิทธิ์ อธิบายทุกอย่างว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสถาบัน เพื่อมาใช้เป็นข้ออ้างในการฆ่ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด เพราะมีทหารหลายคนมาบอกว่าเป็นอย่างนี้ ทหารจึงต้องทำ ซึ่งการดำรงอยู่ของการเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องฆ่าคนในชาติ หากยิ่งฆ่าก็เป็นการเพิ่มศัตรูที่เป็นญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตขึ้นอีก เหมือนเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” นายจตุพร กล่าว

 นายจตุพร กล่าวว่า   เหตุการณ์ที่ 20 พฤษภาคม 2535 หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เรียกคู่ขัดแย้งมาหยุดยั้งความตายในวันนั้น ไม่รู้จะมีกี่พันศพ  วันนี้ก็เช่นกัน พวกตนเป็นพสกนิกร ก็ขอพึ่งพระบารมีพระองค์ เพราะเราไม่มีที่พึ่งจริงๆ และหากทหารยังไม่หยุดการยิง ประเทศไทยก็จะเหมือนประเทศราวันดา และอีกหลายๆ ประเทศที่เกิดสงครามกลางเมือง ล้างเผ่าพันธุ์

 นายจตุพร กล่าวว่า นอกจากนี้การที่กองทัพยังมีการใช้อาวุธ เอ็ม 79  และโยนความผิดให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะในคลังแสงทุกหน่วยของกองทัพยังมีอาวุธดังกล่าวอยู่ อย่างไรก็ตามกรณีที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้อพยพเด็ก และสตรี ไปไว้ในวัดปทุมวนาราม เพื่อความปลอดภัยนั้น เรื่องนี้ต้องไปบอกทหารให้หยุดยิง เพราะคนที่ตายคือพวกตน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทหารไม่ยิงใส่พวกเขาก็ไม่มีใครตาย

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เพราะเหตุใดจึงขอพึ่งพระบารมี นายจตุพร กล่าวว่า เรื่องนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ รวมถึงตนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นนี้ เพราะเวลานี้คนไทยเห็นว่า พระบารมีเป็นที่พึ่งสุดท้าย และเชื่อว่า แนวทางนี้จะไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมีแต่จะเพิ่มพระบารมี เพราะหากปล่อยให้มีการฆ่าประชาชน จะเป็นการเพิ่มความระคายเคืองมากกว่า

 เมื่อถามว่า การที่มีมวลชนปะทะกันกับทหารโดยไม่มีแกนนำ ได้มีการหารือเพื่อดึงมวลชนมวลชนกลับหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า การรวมตัวที่ไร้แกนนำ ก็จะก่อให้เกิดความวุ่นวายเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ดังนั้นแกนนำที่อยู่รอบนอกได้ทำหน้าที่ตั้งเวทีขึ้นมาเพื่อรวบรวมมวลชนให้กลับมารวมตัวกัน เช่น คลองเตย ที่มีนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายวรชัย เหมะ รวมทั้งบริเวณอื่นๆ เช่น บ่อนไก่ และดินแดง ส่วนการที่คนเสื้อแดงก่อเหตุเผายางเพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐนั้น เห็นว่า เป็นการกระทำหลังจากมีการยิงอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ผู้ชุมนุมต้องป้องกันตัวเอง เพื่อให้ควันไฟเป็นเกราะกำบัง เพราะอาวุธของรัฐบาลคือปืนสไนเปอร์ และที่สำคัญเรื่องเผายางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กน้อย ดีกว่าเผาตึก สาเหตุหลัก เพราะเขาไม่สามารถเข้าพื้นที่ร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ได้จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ได้นำสื่อมวลชนไปตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นที่ประชุมของแกนนำ โดยอ้างกระแสข่าวจาก ศอฉ. จะเตรียมการทำลายตู้ดังกล่าว ด้วยจรวดต่อสู้รถถังหรืออาร์พีจีที่เป็นอาวุธทำลาย หรือเตรียมการนำเฮลิคอปเตอร์โจมตี แต่ไม่สามารถกระทำได้ ดังนั้นจึงมีการคิดที่จะนำอาวุธ มูลค่า 1 ล้านบาทมาดำเนินการทำลายแทน เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นที่เก็บอาวุธสงคราม อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์พบเพียงเก้าอี้พับ หมอน เสื่อ และโต๊ะประชุมเท่านั้น โดยไม่พบอาวุธปืนแต่อย่างใด