
55ส.ว.วอนรัฐสั่งทหารหยุดยิงปชช.ชี้ไม่ใช่ป้องกันตัว
55 ส.ว.ปรามรบ.หยุดทหารใช้อาวุธยิงใส่ปชช. ชี้ไม่ใช่ยิงระยะใกล้ป้องกันตัว แต่เล็งยิงระยะไกลใส่หัว-หน้าอก ห่วงอันตรายสื่อขอร้องทุกฝ่ายให้ความปลอดภัย
(16พ.ค.) นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ กล่าวว่ากลุ่มส.ว. 55 คน ได้ประสานพูดคุยทางโทรศัพท์เพื่อหารือวิกฤติสถานการณ์ขณะนี้ ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่าการใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมจนเสียชีวิตขนาดนี้มากเกินไปแล้ว ภาพพจน์ประเทศเสียหายจนไม่รู้ว่าอีก 100 ปีจะฟื้นฟูกลับคืนมาเหมือนเดิมได้หรือไม่ จึงมีมติว่า 1. รัฐบาลต้องพิจารณาการนำเครื่องมืออย่างอาวุธสงครามออกมาใช้ให้รอบคอบกว่านี้ เพราะภาพที่ออกมาไม่ใช่การยิงระยะใกล้ หรือระยะกระชั้นชิดที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตกำลังพลอย่างที่รัฐบาลหรือศอฉ.ประกาศ แต่เป็นการเล็งยิงจากระยะไกลข้ามถนน ผู้บาดเจ็บและตายส่วนใหญ่ถูกยิงที่ศรีษะและหน้าอก 2. ทางกลุ่มส.ว.ขอให้รัฐบาลเน้นใช้วิธีปิดล้อม ตามที่บอกว่าใช้วิธีกระชับวงล้อมก็ทำไป ที่บอกว่าต้องบังคับใช้นิติรัฐเราเห็นด้วย คนที่ทำผิดกฎหมายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการคุ้มครองชีวิตจากรัฐเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการสืบพยาน สอบสวน ไม่ใช่ใช้วิธียิงได้เลยแบบนี้
นางนฤมล กล่าวอีกว่า การบอกว่ามีกลุ่มก่อการร้ายอยู่ใน สามารถใช้กระสุนจริงยิงได้เลยตายได้ไม่เป็นไร แบบนี้คือนิติรัฐในความหมายของรัฐบาลหรือไม่ เพราะนิติรัฐคือการใช้กฎหมายให้สังคมเกิดความสงบสุข แต่การสูญเสียชีวิตขณะนี้มาจากความไม่รอบคอบในมาตรการของฝ่ายผู้มีอำนาจ ไม่เข้าใจว่าก่อนหน้านี้นายกฯประกาศว่าทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการภายในวันที่ 15 พ.ค. แต่ทำไมอยู่ดีๆถึงออกมาขีดเส้นตายว่าทุกอย่างต้องจบภายในวันที่ 12 พ.ค. ตรงนี้ต้องบอกสังคมให้ได้ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลว่าอยากจะปรองดองจริงหรือไม่ ตนเคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมก็มีความเห็นความต้องการที่หลากหลาย ต้องใช้ความอดทนให้เวลากับการเจรจา แต่รู้สึกเสียใจที่นายกฯยังยืนยันให้เดินหน้าใช้มาตรการนี้ต่อไป ไม่เข้าใจว่าคนที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาจากประเทศต้นแบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งอย่างอังกฤษ ทำไมถึงยอมรับได้กับการสูญเสียชีวิตได้มากขนาดนี้ ชีวิตคนสามารถเยียวยาคืนมาได้หรือ ตนรู้สึกอึดอัดกับสภาพแบบนี้
นางนฤมล กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกฝ่ายหยุดการสร้างความสูญเสียชีวิตประชาชนได้แล้ว ต้องคำนึงถึงผลเสียมากกว่าผลได้ ที่จริงเพื่อนส.ว.หลายคนพยายามร่วมกันคิดหาทางออก อาทิ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะทันกาลหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ประธานวุฒิสภามีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลสถานการณ์วิกฤติของประเทศแล้ว โดยมีตัวแทนจากทุกคณะกรรมาธิการ และองค์การภาคส่วนอื่น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเรียกประชุมกันเลย
เมื่อถามว่า ทางศอฉ.ยังคงยืนยันว่ามีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุม นางนฤมล กล่าวว่า น่าสงสัยว่าหากมีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธอยู่ในนั้นจริง ทำไมคนบาดเจ็บล้มตายจึงมีแต่ประชาชน ไม่มีทหารบาดเจ็บล้มตายเลย สิ่งที่นายกฯดำเนินการมานี้ไม่ใช่สมาร์ทมูฟ หรือการเคลื่อนไหวที่สง่างามแล้ว เมื่อย้ำถามว่าขณะนี้ทางศอฉ.ประกาศเตือนสื่อมวลชนให้ออกนอกพื้นที่ปะทะ นางนฤมล กล่าวว่า หมายความว่าอย่างไร ที่จะให้สื่อออกนอกพื้นที่เพื่อจะนำไปสู่การดำเนินการอะไร ตนเห็นใจในการทำงานที่ยากลำบากของสื่อ และฝากถึงด้วยความห่วงใยขอให้ระมัดระวังตัว แต่การทำหน้าที่ของสื่อคือการนำเอาความจริงในเหตุการณ์มาเปิดเผยให้สาธารณะทราบ ขณะนี้เห็นมีแต่สื่อต่างชาติยังอยู่ในพื้นที่ ก็ขอร้องทุกฝ่ายให้ระมัดระวังความปลอดภัยของสื่อเหล่านั้นด้วย
นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช กรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิสภา) กล่าวว่า กลุ่มส.ว.และประชาชนจำนวนมากไม่เข้าใจว่าทำไมท่าทีของรัฐบาลถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากแนวทางการปรองดองไปสู่การปราบปรามภายในเวลาไม่กี่วัน ที่ผ่านมาตนและเพื่อนส.ว.เคยตั้งคำถามว่าแผนปรองดองของนายกฯมาจากความจริงใจหรือไม่ เพราะเราเชื่อมั่นว่านายกฯตัดสินใจด้วยตนเองบนพื้นฐานไม่อยากเห็นคนตายมากไปกว่านั้น ที่ประชุมวุฒิสภาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางเจรจาปรองดองกัน เพื่อนำความสงบสันติกลับมาให้สังคม เพราะเราเชื่อว่าความรุนแรงไม่สามารถลบด้วยความรุนแรงได้ แต่ยิ่งทำให้ทุกอย่างลุกลามบานปลายขยายวงออกไปมากขึ้นอย่างไม่มีจบสิ้น แต่น่าเสียใจว่าถึงที่สุดความรุนแรงก็หวนคืนกลับมาอีก จึงอยากวิงวอนให้ทั้ง 2 ฝ่ายกลับมาเจรจากันใหม่โดยด่วนที่สุด หยุดฆ่ากัน เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่มีกองทัพและอาวุธในมือมากกว่า อยากให้ระลึกได้ว่าไทยเราเคยทำศึกบริเวณชายแดนกับต่างชาติมาหลายครั้งในรอบ 40 ปีมานี้ แต่ท้ายสุดยังต้องใช้แนวทางเจรจาอย่างฉันมิตรจึงสงบลงได้ แล้วทำไมกับคนไทยด้วยกันจึงตกลงกันไม่ได้ ทั้งที่เหลือเพียงประเด็นจะให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เข้ารับข้อกล่าวหาหรือไม่เท่านั้น
นายสิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า น่าเสียใจว่าเรามาเลือกหนทางฆ่ากันแบบนี้ เราจะพาลูกหลานเข้าวัดเพื่อทำบุญไหว้พระสมาทานศีล 5 กันไปทำไม ถ้าเราเห็นชีวิตคนอื่นเป็นเหมือนผักปลา ในส่วนของวุฒิสภาเพื่อนส.ว.คงหาหนทางพูดในสภา เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการติดตามเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามหากศอฉ.แน่ใจว่ามีข้อมูลเท็จจริงว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ก่อการร้ายอยู่ถึง 500 คน ตามที่ให้ข่าวมา ก็ควรแสดงความจริงใจแสดงข้อมูล หรือเปิดเผยชื่อให้สาธารณะได้รับทราบว่าเป็นข้อเท็จจริงเพียงใด เพื่อจะได้มีการแยกแยะกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์ กับผู้ที่ใช้อาวุธสงครามที่อยู่นอกพื้นที่ ซึ่งมีอยู่จริงและอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหาตัวมาลงโทษให้ได้ ตนไม่อยากเห็นเพียงการตั้งข้อสงสัยเพื่อนำไปสู่การปราบปราม



