ข่าว

เสธ.แดงยังเป็นแค่เบี้ย

เสธ.แดงยังเป็นแค่เบี้ย

16 พ.ค. 2553

สงครามประชาชน หรือสงครามกลางเมือง ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏอยู่ในยามนี้ ที่มีการ “ห้ำหั่น” กันระหว่างกองทัพทหารกับกองทัพเสื้อแดง ที่ได้รับไฟเขียวจาก “นายใหญ่” ให้เดินเครื่องเต็มสูบเพื่อหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐอย่างถาวร

 บันได 3 ขั้นในการโค่นล้มรัฐบาล คือ 1.การจัดตั้งพลังมวลชน 2.การจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ และ 3.การจัดตั้งองค์กรฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล

 ในขณะที่ “โจรก่อการร้าย” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีแผนบันได 7 ขั้น คือ 1.การสร้างจิตสำนึกของคนในพื้นที่ 2.การสร้างพลังมวลชน 3.การจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ 4.การจัดตั้งองค์กรลับขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ และบันไดขั้นที่ 5-7 คือแผนการปฏิวัติ แบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเอง

 ทั้งนี้บันได 3 ขั้นที่นายใหญ่วาดหวังไว้ คือ 1.การจัดตั้งพลังมวลชน จะทำในลักษณะการปฏิบัติการในการเคลื่อนไหวกดดันอำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายทั่วกรุงเทพฯ หรือ การกดดันในพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ

 2.การจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ จะปฏิบัติการทุกรูปแบบในการก่อเหตุเพื่อท้าทายอำนาจรัฐ โดยเฉพาะการบ่อนทำลายเพื่อนำไปสู่ “สงครามประชาชน-สงครามกลางเมือง” โดยมีบันไดขั้นที่ 3 คือการจัดตั้งองค์กรฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลมาผสมโรง โดยเน้นเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานในสังคมเป็นตัวเชื่อม

 บันได 3 ขั้นที่ว่า หากทำได้สำเร็จจะเกิด “รัฐใหม่” ภายใต้การกำกับดูแลแบบเบ็ดเสร็จของนายใหญ่ ซึ่งการกระทำในยามนี้สวนทางกับการแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อ้างว่า ต้องการความปรองดองตามเนื้อหา 4 ประการคือ 1.ยุติการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ทหาร และ ตำรวจ และสั่งให้เจ้าหน้าที่กลับ กรม กอง

 2.ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ประกาศในทุกจังหวัดโดยทันที

 3.เปิดการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยทันทีเพื่อหาทางออกทางการเมืองโดยสันติวิธี และ 4.ร่วมเจรจาหาแนวทางปรองดองอย่างแท้จริงกับทุกฝ่ายในชาติ เพื่อให้ประเทศชาติมีประชาธิปไตย และความยุติธรรม

 เพราะในทางลับ เกมยังคงเดินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งของกลุ่มแกนนำประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยเฉพาะตัวของ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ระยะหลังออกมาเปิดตัวเต็มที่ ถึงความไว้ใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีต่อตัวเขา

 ทำให้มวลสมาชิกแกนนำ นปช.บางส่วนไม่พอใจ โดยเฉพาะประเด็น “กระสุน” ลึกลับที่ยิงเข้าศีรษะพล.ต.ขัตติยะ โดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดเหตุการณ์ “ฆ่าตัดตอน” ในช่วงที่กลุ่มพลังมวลชนคนเสื้อแดงต้องการ “มือดี” ในการควบคุมดูแลความปลอดภัย

 แต่ถ้า “เจาะลึก” เข้าไปถึงวงในแกนนำ นปช. ทุกคนจะ “ส่ายหน้า” กับพฤติการณ์ของ พล.ต.ขัตติยะ ที่ถูกมองว่าเป็นคนรู้มากเก็บความลับไม่อยู่ เกรงว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามาครองแผ่นดินไทยได้อีกครั้ง พล.ต.ขัตติยะ จะเป็นตัวปัญหาสำคัญที่จะเป็น “หอกข้างแคร่”

 จึงมีกระแสข่าวในทางลับว่ามี “ใบสั่ง” จากแดนไกลให้ “ตัดตอน” พล.ต.ขัตติยะ แล้วยังให้เดินเกมในการเป็นตัว “จุดชนวน” ให้เกิดปัญหารุนแรงรอบใหม่ และก็ได้ผลตามเป้าเสียด้วย เพราะหลังจากที่ พล.ต.ขัตติยะ ถูกยิง ทำให้กระแสสังคมตีกลับมายังศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทันที

 โดยเฉพาะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ที่หละหลวมกับการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้ชุมนุม จึงทำให้สถานการณ์เลวร้าย ดังนั้นนับแต่นี้ไป “รัฐบาล-ศอฉ.” ต้องใช้มาตรการเข้มในการจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในพื้นที่ กทม.และในพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหารุนแรงในต่างจังหวัด

 แม้ว่า “รัฐบาล-ศอฉ.” จะถูกตำหนิเพราะต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ทั่วประเทศก็จะต้องทำ เพื่อยับยั้งปัญหาที่จะลุกลามบานปลาย เพราะหากปล่อยไป จะทำให้ระบบการปกครองของประเทศเกิดความเสียหายทั้งระบบ

 เพราะถ้ายอมถอย ก็จะทำให้เกิดปัญหา “ลูกโซ่” ตามมาแบบไม่หยุดยั้ง เพราะหากกลุ่มคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะในเกมนี้ กลุ่มคนเสื้อเหลือง หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะลุกขึ้นมาต่อต้านแบบไม่มีวันจบสิ้น

 หากปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “กุมอำนาจ” แบบเบ็ดเสร็จ โอกาสที่ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงก็สูงมากเท่านั้น โดยเฉพาะอาจจะเกิดรัฐเล็ก รัฐน้อย ผุดขึ้นมาในประเทศไทยจนทั่วไปหมด

ทีมข่าวความมั่นคง