ข่าว

พ.ร.ก.โปรโมชั่น...3 วันเติมสงครามกลางเมือง

พ.ร.ก.โปรโมชั่น...3 วันเติมสงครามกลางเมือง

16 พ.ค. 2553

การล้อมกรอบกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ในกลางกรุง ที่ยิ่งเข้มข้นก็ยิ่งเพิ่มความสูญเสีย ฝ่ายรัฐยิ่งรุกก็ยิ่งถูกต่อต้าน ปฏิบัติการล้อมกรอบม็อบเสื้อแดงเพื่อคืนพื้นที่ราชประสงค์ ดูจะไม่ง่ายอย่างที่คิด แม้รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดเป้าหมาย เพื่

 5 จังหวัดเป้าหมายในภาคอีสาน ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ และศรีสะเกษ ซึ่งถือเป็นกำลังหลัก ทั้งการเคลื่อนไหวในพื้นที่และระดมคนไปเติมม็อบ ถูกบล็อกด้วยการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากแต่ปัจจัยที่น่าพิจารณาของช่วงเวลาการออกกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อโดดเดี่ยวการชุมนุมของ นปช.ที่ราชประสงค์ สกัดการเติมคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด กลับมีเวลาชี้ขาดในไม่เกิน 3 วัน นับตั้งแต่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ข้างต้นวันแรก

 วันศุกร์ที่ 14 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม หากการขอพื้นที่คืนที่ราชประสงค์ไม่คืบหน้า โอกาสที่ความรุนแรงจะขยายวงกลายเป็นสงครามกลางเมืองก็มีสูง เป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของสังคมไทย !?!

 ด้วยเหตุนี้ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 จึงจัดวางกำลังและแผนรับมือใน 5 จังหวัดข้างต้น โดยแต่งตั้งให้ ผบ.กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน จ.ชัยภูมิ, ผบ.มทบ.23 เป็นหัวหน้าดูแล จ.ขอนแก่น, ผบ.มทบ.24 เป็นหัวหน้าดูแล จ.อุดรธานี และ ผบ.กองพลทหารราบที่ 6 เป็นหัวหน้าดูแล จ.ศรีสะเกษ มีการสนธิกำลังกับตำรวจและฝ่ายปกครอง ตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมในการควบคุมดูแลสถานการณ์

 ภารกิจหลักคือ เน้นสกัดกั้นมวลชนที่จะเคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ สกัดการใช้สื่อวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงปลุกระดม เรียกแกนนำและ ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่เข้าทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ ซึ่งดูเหมือนว่าวันแรกจะได้รับการตอบสนองจากคนเสื้อแดงและเครือข่ายพรรคเพื่อไทย หากเป็นแต่เพียงภาพทางสาธารณะในการประนีประนอมระหว่างข้าราชการกับนักการเมืองในท้องถิ่น เพื่อให้แต่ละฝ่ายไม่ต้องเสียหน้าในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น

 วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงที่เคยปลุกระดมคนมาร่วมชุมนุม สร้างความเกลียดชังรัฐบาล ได้ลดดีกรีความรุนแรงลงเป็นการถ่ายทอดเสียงจากเวทีราชประสงค์ คนเสื้อแดงชัยภูมิยอมถอยร่นจากศาลากลางไปปักหลักที่อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล โดยนายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.เพื่อไทย ขอเวลาเคลียร์ 3 วัน เริ่มทำให้ขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา ทำตาม

 ฉากหน้าสถานการณ์ในภาคอีสานดูเหมือนสงบเงียบ แต่เบื้องลึกกลับพบว่า การปรับตัวของ นปช.ที่มีการปรับองค์กร ด้วยการให้แกนนำสายเหยี่ยวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พร้อมกับการวางบทบาทให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ลงมารับหน้าที่เป็น ผอ.ศูนย์ประสานงานคนเสื้อแดงอย่างเต็มตัว ทำให้นักการเมืองในพื้นที่เริ่มลดความพะวงเรื่องการช่วงชิงการนำกันเอง เกิดมีเสถียรภาพมากขึ้น

 ด้านสมชายก็เริ่มเดินสายในรูปแบบ "ทอดผ้าป่า" ในพื้นที่เป้าหมาย โดยระดมคนเสื้อแดงจากทั้งจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงาน การจัดกิจกรรมของคนเสื้อแดงในพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในรูปแบบการพบปะและนัดทำบัตร นปช.เลี่ยงไปจังหวัดใกล้เคียงแทน มีการใช้ระบบการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายที่วางไว้ในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ที่ชัดเจน

 ส่วนแกนนำในพื้นที่กำหนดขั้นตอนการระดมใหญ่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากการระดมคนเสื้อแดงเข้ากรุงเที่ยวนี้ เมื่อขบวนถึงไหนถูกสกัดที่นั่นก็จะเกิดการปะทะกันทันที เมื่อหลายพื้นที่เกิดความวุ่นวาย ความเสียหาย ทหาร และตำรวจก็คุมสถานการณ์ไม่ได้ เพราะในกรุงเทพฯ ก็ชัดเจนว่า การระดมคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่มีอยู่ประมาณ 6 แสนคน ที่เมื่อก่อนไม่เป็นระบบ แต่เมื่อจัดระบบเสร็จมีการนำกำลังบล็อกทหารตำรวจเป็นจุดๆ ตัดการส่งกำลังบำรุงเริ่มได้ผล ถึงเวลานั้นประชาชนก็จะพุ่งเป้าเข้าหารัฐบาล ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

 การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในต่างจังหวัดจึงเหมือนการจัดโปรโมชั่นเพียงระยะสั้นๆ ในห้วงเวลาไม่เกิน 3 วัน เพราะทั้งแกนนำและมวลชนที่เหลือล้วนแต่สายฮาร์ดคอร์ และมีแรงจูงใจสูงในชัยชนะ โดยข้ามพ้นการคำนึงถึงความรุนแรงและความเสียหายต่อสังคมโดยรวม

 แต่หากเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดของรัฐบาลในการจัดการกับเสื้อแดงที่ราชประสงศูนย์กลางม็อบเป็นไปตามแผนการขอคืนพื้นที่ และแกนนำที่มีบทบาทถูกจับกุม เท่ากับเป็นการทุบตุ่มน้ำจนไม่สามารถเติมน้ำลงไปได้อีก นั่นเท่ากับเป็นการแยกมวลชนนักการเมืองกับมวลชนอุดมการณ์ออกจากกัน

 สิ่งที่ตามมาคือ การเลือกข้างของข้าราชการที่จะสามารถจัดการปัญหาให้แต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น !?!

 ศูนย์ข่าวภาคอีสาน