
คิดจะพัก(เงิน)คิดถึงพันธบัตรรัฐบาล
ถ้ามีใครสักคนถามว่า ตอนนี้อยากทำอะไรมากที่สุด ดิฉันตอบได้อย่างไม่ลังเลว่า อยากพัก ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านปี 2553 มาเพียง 4 เดือนครึ่งเท่านั้น และแม้ว่า ระหว่างทางที่ผ่านมาจะมีวันหยุดมากมายหลายวัน โดยเฉพาะที่เป็นวันหยุดต่อเนื่อง แต่ก็ต้องยอมรับว่า บรรยากาศ
เคยคิดเหมือนกันว่า เราเครียดเยอะไปหรือเปล่า หรือว่า “อิน” กับสถานการณ์จนยากจะ “เอาท์” หรือเปล่า แต่พอถามหลายๆ คน ก็พบว่า แต่ละคนต่างก็คิดใกล้เคียงกับเรา แสดงว่า อะไรต่อมิอะไรมันกดทับความรู้สึกให้หนักหนา จนกลายเป็น “กรรมร่วม” ไปได้เหมือนกัน
ความรู้สึก “หดหู่ร่วม” ไม่ได้เป็นเพียงแค่นามธรรมค่ะ เพราะสะท้อนความเป็นรูปธรรมผ่านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจรวมล่าสุดในเดือนเมษายน 2553 ลดลงมาอยู่ที่ 67.2 จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 69.8 เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และยังลดต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2552
จริงๆ ตัวเลขที่สะท้อนออกมา ก็เป็นไปตามความคาดหมาย แต่งานนี้ไม่ธรรมดา เพราะ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ไม่บ่อยนักที่ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนเดียวจะลดลงถึง 2.5 จุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคขาดความมั่นใจอย่างสูง
ความเชื่อมั่นที่เป็นไปอย่างเปราะบาง ล้วนมาจากสถานการณ์ทางการเมือง และเหตุผลทางเศรษฐกิจทั้งราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับรายได้ของประชาชน
ในบ้านก็หดหู่เป็นที่ยิ่งอยู่แล้ว มองไปนอกบ้านยิ่งห่อเหี่ยวหนักขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในยุโรป หลังจากเกิดวิกฤติการเงินในประเทศกรีซ ที่ทำท่าว่าจะลุกลามไปสู่โปรตุเกส สเปนและอิตาลี ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดเงินปั่นป่วนไปทั่วโลก เพราะประเทศเหล่านี้ล้วนยึดโยงอยู่ใน “ยูโรโซน” จนสร้างความวิตกกังวลว่า เศรษฐกิจยุโรปที่มีขนาดใหญ่ไม่ใช่น้อยจะถึงคราวสั่นคลอนอีกครั้ง หลังเพิ่งผ่านพ้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ไปหมาดๆ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ ที่คนมีสตางค์ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย จะเรียกหา พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ที่กระทรวงการคลังจะเสนอขายในระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคมนี้กัน จ้าละหวั่น เนื่องเพราะนอกจากจะเข้มแข็ง มั่นคงแล้ว ผลตอบแทนก็ยังถือว่าน่าพอใจในภาวะที่ศึกนอกศึกในรุมเร้าอีกต่างหาก
พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ที่จะเสนอขายวันจันทร์นี้ เป็นพันธบัตรอายุ 6 ปี ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% ต่อปี ปีที่ 3-4 ขยับเป็น 4% ต่อปี จากนั้นปีที่ 5 ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5% ต่อปี และปีที่ 6 อยู่ที่ 6% โดยผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 6 ปีของการลงทุนจะอยู่ที่ 4.1% ต่อปี เมื่อหักภาษีอีก 15% ผลตอบแทนสุทธิของพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งจะอยู่ที่ 3.54%
นั่นหมายถึง 1.เงินที่จะนำมาลงทุนควรจะเป็นเงินที่สามารถอยู่นิ่งได้เป็นเวลา 6 ปี และ 2.คุณพึงพอใจกับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 3.54%
ถ้าตอบว่า “ใช่” ก็ไปเตรียมตัวกันเลยค่ะ เพราะมีเงื่อนไขและข้อควรรู้สำหรับการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้หลายเรื่องด้วยกัน
เงื่อนไขประการแรก ก็คือ การเปิดจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งมูลค่า 1 แสนล้านบาท แม้กำหนดเปิดจองถึง 5 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคมไปถึงวันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม ก็จริง แต่การเสนอขายใน 2 วันแรก คือ วันที่ 17-18 พฤษภาคม จะเสนอขายให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปหรือเกิดก่อนปี พ.ศ.2493 โดยให้จองซื้อขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท และสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท และหากมีวงเงินเหลือ จึงจะเสนอขายเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนทั่วไปและผู้สูงอายุ ในระหว่างวันที่ 19-21 พฤษภาคม
หมายรวมว่า ใน 2 วันแรก หากมีผู้สูงอายุจำนวนขั้นต่ำ 1 แสนคน มาจองซื้อในขั้นสูงสุด 1 ล้านบาท ก็เท่ากับเต็มวงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่เหลือก็อด ! แต่จะว่าไปก็เหมาะควรดีแล้วล่ะค่ะ เนื่องจากรูปแบบการลงทุนในพันธบัตรนั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุ ซึ่งท่านต้องการความมั่นคงสูง ความเสี่ยงต่ำ ภายใต้ผลตอบแทนที่ไม่ต้องหวือหวานัก
ในส่วนของการเตรียมเอกสาร กรณีบุคคลธรรมดา ให้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านไปด้วย พร้อมกับสำเนาหน้าแรกของสมุดคู่ฝากบัญชี (ยกเว้นบัญชีเงินฝากประจำ) ที่สำคัญต้องไม่ลืมนำเงินสด หรือเช็คขีดคร่อม สั่งจ่ายบัญชี “บัญชีจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง” โดยลงวันที่เดียวกับวันเสนอขอซื้อพันธบัตรไปด้วย
เตรียมเอกสารเสร็จแล้ว ก็พุ่งตรงไปที่ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารออมสิน ธนาคารทหารไทย ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารยูโอบี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ทั้งที่สำนักงานใหญ่และสาขาทั่วประเทศ รวมถึงธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น.เอ. สาขากรุงเทพฯ ด้วยค่ะ
ส่วนจะ “ซื้อได้” หรือเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับความไวค่ะ เพราะงานนี้ “ใครมาก่อนได้ก่อน”
มีคำถามว่า ทำไมพันธบัตรออมทรัพย์ถึงน่าสนใจ ก็เพราะการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง และมีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นนายทะเบียน เป็นการลงทุนที่มั่นคง ไม่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินต้นคืน ได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนในอัตราแบบขั้นบันได ตามระยะเวลากำหนดที่แน่นอน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในขณะนั้น
ส่วนคำถามที่คุณตาคุณยายผู้สูงอายุห่วงกันว่า ถ้าเขียนหนังสือไม่ได้จะจองซื้อได้หรือไม่ เรื่องนี้กระทรวงการคลังยืนยันว่า ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เป็นตัวแทนจำหน่ายจะช่วยเขียนให้ และถ้าลงลายมือชื่อไม่เป็น ก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ เนื่องจากสามารถพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยมีพยานรับรอง 2 คน เท่านี้ก็เรียบร้อย
ทุกคนที่ต้องการลงทุน มีสิทธิ์โดยเท่าเทียมกันค่ะ



