ข่าว

จาก “เล็ก” สู่ “ใหญ่"

จาก “เล็ก” สู่ “ใหญ่"

16 พ.ค. 2553

ขึ้นชื่อว่า “ปักกิ่ง” หลายคนที่ไปมาแล้ว ต่างบ่นเป็นเสียงเดียว เข็ดขยาดกับห้องน้ำเป็นที่สุด ขนาดผมที่ไม่ค่อยมากเรื่องก็ยังทนกับกลิ่นและอีกสารพัดที่กองสกปรกไม่ได้

 ใครเลี่ยงได้แนะนำให้เลี่ยง ตื่นเช้าควรบังคับตัวเอง ทำธุระหนักให้เสร็จที่โรงแรม จะเหลือก็เพียงการถ่ายเบา ที่ไปตายเอาดาบหน้าในสถานที่ท่องเที่ยวหรือร้านอาหารระหว่างวันได้

 แต่แม้ชาวจีนจะขาดวินัยในเรื่องนี้ มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมเห็นชาวบ้านส่วนใหญ่ เริ่มต้องบังคับตัวเอง ทำใจยอมรับกับกฎเกณฑ์ใหม่ที่รัฐประกาศใช้ (จริงๆ แล้วใช้มาตั้งแต่ปี 51)

 แน่นอนครับ ผมกำลังพูดถึง “การห้ามแจกถุงพลาสติกฟรี” ตามร้านค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลาย หรือหากใครต้องการจริงๆ พนักงานก็จะคิดเงินประมาณสิบเหมาถึงหยวน หรือสูงสุดห้าบาทของไทย

 สำหรับบ้านเรา แว่วมาว่า เริ่ม 6 มิถุนานี้ จะเอามาปรับใช้เหมือนกัน ถ้าใครไปช็อป แล้วเอาถุงห้างร้านต่างๆ จะคิดค่าถุง ถุงละหนึ่งบาทด้วย

 มีบ้างที่คิดว่าเงินแค่นี้จิ๊บจ๊อย ไม่ระคายกระเป๋า พฤติกรรมที่เคยติดถุงก็ไม่เปลี่ยน ทำยังไงก็ทำเหมือนเดิม ไม่แยแสกับภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ

 แต่คนจีนดีๆ ก็มีอีกเยอะ คนที่เริ่มรู้ว่าชาติตัวเองใช้ถุงกันระห่ำถึงวันละสามพันล้านใบ ถ้ามัวแต่คิดแปลกแยกไม่ร่วมมือ อนาคตอาจไม่เหลือโลกให้ได้ใช้ชีวิตอยู่

 ส่วนตัว ด้วยความที่เราพูดจีนกลางได้บ้าง ครั้งแรกที่พนักงานถามผมว่ารับถุงมั้ย ผมก็ตอบไปว่ารับตามความเคยชิน เล่นเอาคนที่เข้าคิวต่อด้านหลัง มองผมด้วยสายตาแปลกๆ

 เมื่อมีโอกาสไต่ถามล่าม จึงเข้าใจ วันหลังๆ ผมก็ทำตัวกลมกลืนตามปกติ ถ้าแค่ซื้อน้ำ หรืออะไรที่พอใส่เป้ได้ ก็จะปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติก

 เว้ากันซื่อๆ แค่เงินไม่กี่สตางค์ที่เซฟ เราไม่รวยขึ้นหรอก การเลี่ยงถุงก็เพราะต้องการมีส่วนช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนในขณะนี้ และที่สำคัญ นี่ก็เป็นเรื่องเล็กๆ ชนิดที่ว่าทำแล้ว ไม่เห็นจะตายสักกะหน่อย

 เมื่อลองมองไปยังเรื่องอื่นๆ ดูบ้าง ก็เห็นทีจะจริง พฤติกรรมมนุษย์ทุกอย่างล้วนต้องมีที่มา และบ่อยครั้ง ก็เริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อนทั้งนั้น

 พระอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมนับถือ เคยเทศน์ไว้น่าฟังมาก...

 ก่อนที่โจรจะปล้นบ้าน ฆ่าคน ส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นจากการฉกชิงวิ่งราว กรีดกระเป๋ากันทั้งนั้น นานๆ เข้าก็กลายเป็นความชินชา ไม่แยแสบาปบุญคุณโทษ กล้าทำสิ่งที่หนักขึ้นๆ

 มิน่าเล่า ข่าวคราวที่เห็นคุณสามีรุมทำร้ายภรรยา ถ้าลองไปสืบสาวดู เผลอๆ ก็น่าจะมาจากพฤติกรรมการใช้วาจาที่รุนแรงต่อกันก่อน แล้วค่อยลุกลามไปใหญ่ขึ้นๆ 

 ในบริบทเงินๆ ทองๆ ทุกวันนี้ผมก็ยังมีกระปุกออมสินติดบ้าน ไว้คอยเก็บเศษเหรียญเล็กๆ น้อยๆ เสมอ เก็บบ่อยๆ เข้า ก็สามารถเอาเงินก้อนนี้ไปทำอะไรได้อีกหลายอย่างที่ต้องการ

 นึกๆ ดู ต้องชื่นชมธนาคารออมสิน ต้นคิดของการออมแบบนี้ให้ผม นับว่าเป็นไอเดียที่ฉลาดที่สอนให้เด็กอย่างเรารู้จักเก็บเล็กผสมน้อย เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน

 ถ้าใครคิดจะเก็บเงิน แต่ยังทำไม่ได้สักที ลองหันมาใช้วิธีแบบเด็กก็น่าสนใจนะ

 อย่าเพิ่งดูแคลนว่าจะเก็บได้สักเท่าไหร่เชียว อย่างที่ผมบอก ของบางอย่างต้องเริ่มจากง่ายๆ ก่อน และค่อยๆ ขยับต่อๆ ไป 

 เชื่อผมเถอะ ตำรา “มีสลึง พึงบรรจบให้ครบบาท” ก็ทำให้เป็นมหาเศรษฐีมานักต่อนักแล้วครับ

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]