
ไก่อูปูดอดีตตร.ทหารพรานหนุนกลุ่มติดอาวุธม็อบแดง
"โฆษกศอฉ.ปูดอดีตตำรวจ-ทหารพราน" เบื้องหลังกลุ่มติดอาวุธในม็อบแดง ลั่นเดินหน้าขอพื้นที่คืนหากมีโอกาส ไม่หวั่นต่างชาติไม่เข้าใจ เผย กษิต เรียกทูตปราม อย่ายุ่งกิจการภายในของไทย
(15พ.ค.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังและหันมาเจรจาว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการประสานมายังรัฐบาลหรือไม่ แต่ในส่วนของศอฉ.ไม่มีการประสานมา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีการคุยกันมาแล้วหลายรอบแล้วดังนั้นไม่ต้องถามกัน เพียงแกนนำประกาศบนเวทีว่าจะยุติการชุมนุมและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่นปช.ได้ไปร้องทุกกล่าวโทษไว้
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า เมื่อคืนที่ผ่านเจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมผู้ชุมนุมที่ติดอาวุธได้ประมาณ 30 คนและในตอนเช้าอีกประมาณจุดละ 1- 2 คน รวมแล้วประมาณ 40 กว่าคน ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดเหตุซึ่งหน้าจะส่งสถานีตำรวจ แต่ถ้าเป็นเหตุที่ไม่ซึ่งหน้าและมีหมายจับอยู่แล้วจะควบคุมตัวไปในพื้นที่ 5 แห่ง เช่น กองบังคับการตำรวจ ค่ายทหาร และสามารถตรวจสอบได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การจับกุมผู้ชุมนุมที่ติดอาวุธได้ 40 กว่าคนนี้ จะสามารถโยงใยไปถึงใครได้อีกหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ก็ต้องรอผลการสอบสวนต่อไป
“ยอมรับว่ามีอดีตนายตำรวจและทหารอยู่เบื้องหลังกลุ่มที่ติดอาวุธเหล่านี้ ซึ่งเป็นนายตำรวจและทหารที่ไม่ได้รับราชการแล้ว สำหรับอดีตนายทหารนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตทหารพรานที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีความถนัด และถือเป็นผู้ที่สามารถกำหนดแนวปฏิบัติหรือวางแผน ซึ่งอดีตนายทหารเหล่านี้มีจำนวนไม่มาก ”พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
สำหรับการชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์นั้น ตอนนี้วงล้อมของเจ้าหน้าที่ได้มีการกระชับเข้าไปใกล้ในพื้นที่ราชประสงค์มากเพียงพอแล้ว เพียงแต่รอความพร้อมของกำลังพลที่จะเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ อย่างไรก็ตามต้องมีการประเมินในเรื่องของความเสียหายให้รอบคอบมากกว่านี้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียมากกว่านี้อีก
ผู้สื่อข่าวถามถึงการชี้แจงสถานการณ์ในประเทศไทย ให้ต่างประเทศเข้าใจพ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้รายงานในที่ประชุมศอฉ.ว่า ได้มีการเชิญทูตประเทศต่าง ๆ มาชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สงครามกลางเมือง แต่เป็นการที่เจ้าหน้าที่พยายามบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มก่อการร้ายที่ติดอาวุธ ที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่การชุมนุม ซึ่งทุกชาติเข้าใจ และนายกษิต ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่าได้ปรามทูตประเทศต่าง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในประเทศของเรา ขอให้เราแก้ไขปัญหากันไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายไทยที่มีอยู่ ซึ่งอยู่ภายใต้การเคารพสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว ขอให้เป็นเรื่องภายในประเทศของเราที่จะดำเนินการกันเอง
ขณะนี้การดำเนินการขอพื้นที่คืนยังคงนิ่งอยู่ แต่จะเน้นการตั้งจุดสกัดไม่ให้มีผู้ชุมนุมเข้าไปเพิ่ม ซึ่งก็สามารถสกัดได้ค่อนข้างมา แม้ว่าจะไม่ 100 % แต่ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจเพราะจำนวนผู้ชุมนุมล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมามีเพียงประมาณ 5 พันคน จากที่เคยสูงสูดในคืนก่อนประมาณ 2 หมื่นคน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการสกัดของเจ้าหน้าที่ทำให้ผู้ชุนนุมไปรวมตัวกันในจุดอื่นจะยิ่งกลายเป็นปัญหากับเจ้าหน้าที่มากขึ้นหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ยอมรับว่าขณะนี้มีรายงานกลุ่มใหม่เข้ามาหลายจุด ซึ่งแต่ละจุดมีจำนวนคนไม่มาก ดังนั้นจึงไม่น่าห่วง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะพยายามกดดันผู้ชุมนุมต่อไป จะไม่ถอนกำลังทหารออก มีแต่จะเพิ่มขึ้นและหากมีจังหวะก็จะเร่งดำเนินการทันที
ผู้สื่อข่าวถามว่ารถหุ้มเกราะ ที่ก่อนหน้านี้บอกว่ามีการเตรียมไว้พร้อมแล้วนั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ยังไม่มีการนำเข้าไปในพื้นที่เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่จำเป็นที่จะต้องใช้รถหุ้มเกราะ แต่ในโอกาสต่อไปอาจจะจำเป็นต้องใช้



