ข่าว

ทหารโวยแดงติดอาวุธระดมยิงเอ็ม79ใส่อื้อ

ทหารโวยแดงติดอาวุธระดมยิงเอ็ม79ใส่อื้อ

15 พ.ค. 2553

ศอฉ.ขนทหารแจงคนตายเยอะ แดงยิงเอง โวย นปช.อย่าป้ายสีทหารฆ่าปชช.ทำคนเข้าใจผิด ทหารโวยแดงติดอาวุธระดมยิงระเบิด-เอ็ม 79 ใส่ทหารอื้อ ทำทหารต้องยิงโต้ เผยจับแล้ว 40 แดงติดอาวุธ เสียใจทหารปะทะแดงทำคนตาย 16 เจ็บ 140 เผย “กษิต”แจงทูตต่างชาติเข้าใจแล้ว เหตุทหารปะทะ

 เมื่อเวลา 15.00 น. 15 พ.ค.ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล..ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล. 1 รอ.) พล.ต.อุทิศ สุนทร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 (ผบ.พล.ร. 9 ) พล.ต.สุรศักดิ์ บุญศิริ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ม. 2 รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศุนยฺอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉน (ศอฉ. ร่วมแถลงข่าวชี้แจงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างวันที่ 13 - 15 พ.ค.นี้ที่มีการกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงให้ออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ทาง ศอฉ.มอบให้ทหารตำรวจดำเนินการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่แยกราชประสงค์ โดยจำกัดการบริการสาธารณะทุกรูปแบบ เพื่อให้ยุติการชุมนุมหรือลดจำนวนผู้ชุมนุมปรากฏว่า ที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นจำนวนมากทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 16 คน บาดเจ็บจำนวน 140 กว่าคน

 พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้มีการประกาศแผนปรองดอง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการยื่นข้อเสนอเบี่ยงเบนมาโดยตลออดจนมีผลให้มีการปฏิเสธแผนปรองดอง จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ศอฉ.ประกอบกำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร ซึ่งเราได้รับมอบภารกิจจากรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรเพื่อยุติการชุมนุมได้ และคืนความสงบสุขให้ประชาชน รวมถึงยังมอบภารกิจโดยให้โจทย์ว่า ต้องพยายามหลีกเบี่ยงการสูญเสียให้มากที่สุด แต่ไมใช่ของง่าย เพราะจากโจทย์ดังกล่าวว่า เราได้มีมาตรการปิดล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นทำมา 2 - 3 วันแล้ว ซึ่งเจตนารมณ์ของเรา คือ ให้เขาสลายชุมนุมโดยไม่ต้องใช้กำลังเข้าสลาย โดยมีทั้งมาตรการสกัดกั้นคนเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมเพราะเรา ไม่อยากให้มีคนเข้าไปเพิ่มเติมและตัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งในการดำเนินการต่างๆ เราทำจากเบาไปหาหนักเหมือนเดิม ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดใช้กฎหมายปกติ แต่ต่อมาหลายจังหวัดมีความรุนแรง มีการบุกศาลากลาง ปิดถนน จนรัฐบาลต้องมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่มเติมเพื่อควบคุมสถานการณ์

 “สำหรับการปฏิบัติในห้วงนี้เราจะยึดมาตรการจากเบาไปหาหนัก ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลายคนอาจจะเบื่อคำนี้ แต่ขอกราบเรียนย้ำและกล่าวซ้ำว่า ที่ศอฉ.ได้ย้ำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนไทยด้วยกัน ที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการกดดันทหารที่ถ.ราชดำเนิน หรือที่ไทยคม ก็ดี เราก็ยังใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักแต่ผู้ชุมนุมที่นิยมความรุนแรงได้ยึดอาวุธ เผาทำลาย และทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ ศอฉ.จำเป็นต้องปรับมาตรการกฎการใช้กำลังใหม่ แต่ยังคงใช้มาตรการ 7 ขั้นตอนเหมือนเดิม แต่หลังจากที่มีกองกำลังติดอาวุธแฝงในทีชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีการสูญเสีย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตัวเองจึงใช้อาวุธปืนลูกซอง กระสุนจริง ซึ่งจะใช้ใน 3 กรณี คือ 1.หยุดยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าประชิดตัวเจ้าหน้าที่ รักษาระยะไว้ หากผู้ชุมนุมยังคิดจะเข้ามา ให้ใช้ลูกซองยิงต่ำ ยิงลงทื่พื้น ยิงช่วงล่าง และไม่ให้ยิงผู้หญิงกับเด็กเป็นอันขาด 2.ใช้เพื่อป้องกันตัวเอง ถ้าจะถึงแก่ชีวิต และ 3.ใช้ตอบโต้กองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยให้ยิงไป เมื่อเห็นเป้าหมายเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการสุญเสียกับประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนจะไม่ใช้ระเบิดขว้าง เอ็ม 79 หรืออาร์พีจี เพราะอาวุธดังกล่าวใช้ในสงครามเท่านั้น และจากอำนาจทำลายล้างอาจทำให้คนอยู่ใกล้เคียวได้รับบาดเจ็บด้วย จึงถูกสั่งห้ามใช้เด็ดขาด ที่เจ้าหน้าที่ใช้มีเพียงปืนพก ลูกซอง ปืนเอ็ม 16 แลละปืนเอชเค” พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าว

 พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ย้อนเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ แต่หลังจากเหตุวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นมา เป็นที่ชัดเจนว่า มีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการก่อวินาศกรรมประปราย มียิงเอ็ม 79 ยิงคลังน้ำมัน โดยอ้างว่า เป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายสร้างสถานการณ์ควบคู่การชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า จนมาถึงเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ที่แยกคอกวัว โรงเรียนสตรีวิทย์ จนมีการจับกุมอาวุธสงครามจำนวนมาก ทำให้ชัดเจนว่า ในที่ชุมนุมมีผู้ชุมนุมที่ไม่หวังดี เป็นกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม สรุปได้ว่า ผู้ชุมนุมมีการดำเนินการในสองส่วนควบคู่กันไป

 “ส่วนที่หนึ่ง คือ ชุมนุมสงบ สันติ พร้อมเข้าสู่กระบวนการปรองดอง อีกพวก ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรุนแรง พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดสภาพสงครามกลางเมืองให้ได้ อยากชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสภาพความวุ่นวายว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สร้างความสูญเสียให้กับประชาขน อ้างว่า ทหารฆ่าประชาชน และต้องการลดความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ และรัฐบาล สร้างความไม่เข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่ กับผู้ชุมนุม ซึ่งมีกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำอยู่ และเชื่อว่า ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมปล่อยข่าวในพื้นที่ชุมนุมอ้างว่า มีทหารอีกฝ่ายช่วยเหลือ โดยมีการยิงเข้ามาใน ร. 11 รอ. ซึ่งไม่เป็นความจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนนำ ก็ได้มีการปกปิดว่า ระหว่างการ์ดหลายกลุ่มได้มีการทะเลาะกัน“ พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าว

 พล.ท.คณิต กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้รับมอบภารกิจในการจัดตั้งกำลังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามที่มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยได้มีใช้กำลังในทุกส่วน ตามที่หน่วยเหนือมอบหมายให้เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมา เราได้พยายามวางกำลังดูแลทั้งพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง พื้นที่สำคัญ พื้นที่การชุมนุม คือ แยกราชประสงค์ หลังจากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาจะเห็นว่า กองกำลังต่างๆของเจ้าหน้าที่ใช้ความอะลุ้มอะหล่วยในการปฏิบัติ ความพยายามจะไม่ใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติ เมื่อมีมวลชนมากก็จะหลีกเลี่ยงและถอนตัว แต่หลังจากวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นมา ทำให้เราประจักษ์ว่า มีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมโดยสันติ ทำให้เกิดความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่ง จะเห็นได้ว่า การก่อกวนที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเสียหายทั้งจากเอ็ม 79 ระเบิดขว้าง จำนวน 30 - 40 ครั้ง

 “เมื่อได้รับภารกิจในการสกัดกั้นแยกราชประสงค์ เราได้ใช้ 3 หน่วยคือ พล. 1 รอ. พล.ม. 2 รอ. และพล.ร. 9 ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการยิงเอ็ม 79 อาวุธสงครามเข้าใส่พื้นที่ที่หน่วยทหารตำรวจที่วางกำลังอยุ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ และประชาชนที่สัญจรไปมาได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต สิ่งต่างๆทำให้หน่วยต้องมีมาตรการเข้มงวดรัดกุมยิ่งขึ้นต้องพยายามแยกแยะประชาชนบริสุทธิ์ ยึดสันติ แยกออกจากลุ่มก่อการร้ายให้ได้ เห็นได้ว่า จากการวางกำลังรอบพื้นที่ได้มีการเข้าปะทะกันด้วยอาวุธสงคราม มีการเผารถ เผายาง ซึ่งหน่วยยังคงใช้มาตรการ 7 ขั้นตอน ตามที่ได้รับคำสั่งกำชับ ในการใช้อาวุธ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อประชาขน และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพโดยรวม” พล.ท.คณิต กล่าว

 พล.ต.กัมปนาท กล่าวว่า กำลังพลทุกนายของหน่วยได้ปฏิบัติตานโยบายศอฉ.อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะแนวทางการใช้อาวุธยืนยันว่า ทหารไม่มีเจตนาทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นอันขาด เพราะทุกคนล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น ปัจจุบันได้มีการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธที่ผิดกฎหมายที่อาจผ่านเข้ามาในพื้นที่ และห้ามเข้าพื้นที่ชุมนุมยกเว้นผู้มีบ้านพักอาศัยในพื้นที่เท่านั้น ยกตัวอย่างเหตุ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 15 พ.ค.นี้นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเข้าไปรื้อถอนทำลายแนวปิดกั้นจราจรของเจ้าหน้าที่ มีการยิงปืนขู่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด่านตรวจ และได้นำมวลชน 200 - 300 คนมาโอบล้อม และมีการยึดรถทหาร ทำให้ทหารต้องเพิ่มเติมกำลัง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และปฏิบัติภารกิจได้ หลังจากเรามีการเพิ่มกำลังเข้าไป กลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้มีการเพิ่มจำนวนมากดดันทุกทิศทาง ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องผลักดันผู้ชุมนุมออกนอกพื้นที่ให้เป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด ซึ่งขณะปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ถูกยิงด้วยลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 18 ครั้ง และได้ถูกระดมยิงอาวุธสงครามจากสามเหลี่ยมดินแดนทุกๆครึ่งชั่วโมง เป็นระยะๆ

 “สิ่งที่เห็น คือ กองกำลังติดอาวุธจะอยู่หลังมวลชน แล้วมีการยิงใส่เจ้าหน้าที่ สิ่งที่ปฏิบัติได้คือ ประชาสัมพันธ์ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมอย่าเข้ามาใกล้เจ้าหน้าที่ในระยะ 50 - 100 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และการใช้อาวุธ หากจำเป็นต้องใช้อาวุธก็จะทำตามขั้นตอน เพราะได้มีการกำชับว่า ให้ใช้อาวุธ เพื่อป้องกันตนเอง และป้องกันจาการยิงของกองกำลังติดอาวุธเท่านั้น เหตุการณ์เมื่อคืนที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยึดรถตำรวจ และเผา นอกจากนี้ยังได้รถใช้แท็กซี่ รถบรรทุกวิ่งเข้าหาแนวทหาร เราจึงต้องสกัดกั้นด้วยปืนลูกซองยิงเพื่อให้รถหยุด ปรากฏว่า รถบรรทุกได้หยุดและเลี้ยวกลับหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ มีประชาชนบาดเจ็บจำนวนมาก ที่หลังแนวรถตำรวจที่ถูกเผา โดยอยู่ห่างจากแนวของเจ้าหน้าที่ถึง 300 เมตร ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรปืนลูกซองก็ยิงไม่ถึงในระยะ 300 เมตรได้ ทั้งนี้หลังจากมีเกิดเหตุไม่มีใครดูแลผู้บาดเจ็บ ทำให้ทหารได้นำผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล ทั้งนี้เมื่อเวลา 02.00 น.เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายติดอาวุธสวมชุดดำจำนวน 15 นายได้เคลื่อนจากแยกดินแดงพร้อมมวลชนเข้าหาทหาร แต่สุดท้ายไม่สามารถผ่านแนวทหารได้” พล.ต.กัมปนาท กล่าว

 พล.ต.สุรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 - 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้รับคำสั่งให้ตั้งด่านสกัดที่ถนนวิทยุ และถนนพระรามที่ 4 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ซึ่งหน่วยของตนได้ได้ถูกกองกำลังติดอาวุธปิดล้อมที่ถ.วิทยุ ตรงข้ามสวนลุมไนท์ บาร์ซ่า เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงกลางคืน ตนเกรงว่า หากปฏิบัติตามที่เราวางแผนไว้อย่างเคร่งครัดจะทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก จึงได้ถอนตัวเข้าไปวางกำลังในสวนลุมพินี แต่เราถูกกดดัน มีการปิดล้อม ยิงพลุ ประทัดยักษ์ อาวุธสงครามใส่หน่วยตลอดคืน ในช่วงเช้าจึงได้จัดกำลังคลี่คลายสถานการณ์สวนลุมพินี ไปถึงสะพานไทย-เบลเยี่ยม ซึ่งบริเวณสวนลุมพินี มีกองกำลังติดอาวุธ 20 คนยิงอาวุธสงครามมาจากสวนลุมพินี โดยยิงเข้าที่กำบัง ทางทหารจึงยิงตอบโต้กองกำลังติดอาวุธตามความจำเป็น คือ ยิงเมื่อถูกยิงก่อน โดยยิงเป็นนัดไปผู้ที่ยิงอาวุธเท่านั้น และยิงในระดับต่ำให้ถูกขาหรือ หัวเข่าเท่านั้น จากนั้นเวลา 14.00 น. กองกำลังติดอาวุธได้มีการขว้างระเบิด และเผารถตำรวจหน้าสวนลุม จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 7 คน จนถึงเวลา 15.00 น. หน่วยจึงถอนตัวไปรวมกันทีสะพานไทย-เบลเยี่ยม เวลา 16.00 น. กองกำลังติดอาวุธได้มีการทะเลาะกันและยิงกันในสวนลุมพินี

 พล.ต.สุรศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่สะพานไทย-เบลเยี่ยม ในเวลา 13.30 น. ได้มีการกดดันกองกำลังติดอาวุธ เวลา 14.45 น.กองกำลังติดอาวุธได้ใช้อาวุธสงครามยิงใส่ ทางหน่วยจึงตอบโต้ด้วยกระสุนยาง แก๊สน้ำตา ทำให้กองกำลังต้องถอนตัวไปถนนพระรามที่ 4 เวลา 15.30 มีการเผายางรถยนต์ รถน้ำ บริเวณหน้าปั๊มบ่อนไก่ 16.00 น. ประชาชนไม่พอใจกองกำลังติดอาวุธจึงใช้อาวุธปืนไล่ยิงกองกำลังติดอาวุธ เวลา 16.30 น. หน่วยพิจารณาว่า ใกล้มืดหากปล่อยให้ลุกลามอาจไม่สามารถระงับเหตุการณ์ได้จึงติดตามเข้าไป และได้ปฏิบัติจับกุมกองกำลังติดอาวุธได้ 30 คนพร้อมเสื้อเกราะ 2 ตัว และอาวุธอีกหลายรายการ ซึ่งตั้งแต่ปฏิบัติการในช่วงวันที่ 13 - 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางหน่วยถูกยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 29 นัด ซึ่งการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ทางหน่วยใช้มาตรการตามขั้นตอนมาตลอด และจะยิงเมื่อเห็นกองกำลังติดอาวุธเท่านั้น

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทาง ศอฉ.ขอแสดงความเสียใจต่อญาติครอบครัวผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บทุกราย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศอฉ.พยายามอย่างยิ่งที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อให้ยุติการชุมนุม โดยหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่ธรรมดาในการรักษาความสงบที่ต้องเผชิญกับกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในผู้ชุมนุม นั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสูญเสียได้จนทำให้มีเสียชีวิต 16 คน ซึ่งการเสียชีวิตอาจเกิดได้ใน 4 กรณี คือ 1.เกิดจากการทำร้ายกันเอง เพราะจะเห็นว่า การ์ดนปช.มีความขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการสูญเสียเนื่องจากการยิงอาวุธสงคราม ปืนเล็กยาว เอ็ม 79 ลูกระเบิดขว้าง ปะทัดยักษ์ 2.เกิดจากกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุม 3.เกิดจากการที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และไม่พอใจกลุ่มนปช.จึงออกมาทำร้ายผู้ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ตามขั้นตอน และ 4.ไม่ปฏิเสธว่า กรณีที่มีการพยายามเคลื่อนเข้ากดดันด่านต่างๆ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ลูกซองยิงไปที่พื้น บังคับกรวยกระสุนให้ตกลงที่ต่ำ เพื่อหยุดยั้งกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาประชิดตัวเจ้าหน้าที่ ซึ่งทั้ง 4 กรณีอาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านเจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมผู้ชุมนุมที่ติดอาวุธได้ประมาณ 30 คนและในตอนเช้าอีกประมาณจุดละ 1-2 คน รวมประมาณ 40 กว่าๆ ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดเหตุซึ่งหน้าจะส่งสถานีตำรวจ แต่ถ้าเป็นเหตุที่ไม่ซึ่งหน้าและมีหมายจับอยู่แล้วจะควบคุมตัวไปในพื้นที่ 5 แห่ง เช่น กองบังคับการตำรวจ ค่ายทหาร และสามารถตรวจสอบได้ ในส่วนของการชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์นั้น ตอนนี้วงล้อมของเจ้าหน้าที่ได้มีการกระชับเข้าไปใกล้ในพื้นที่ราชประสงค์มากเพียงพอแล้ว เพียงแต่รอความพร้อมของกำลังพลที่จะเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ อย่างไรก็ตามต้องมีการประเมินเรื่องของความเสียหายให้รอบคอบมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้มีใครเสียชีวิตเพิ่มเติม

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้รายงานในที่ประชุม ศอฉ. ว่า ได้มีการเชิญทูตของประเทศต่างๆมาชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ว่ามีกลุ่มก่อการร้ายที่ติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่การชุมนุม เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฎิบัติตามขั้นตอนการใช้กำลัง ซึ่งทุกชาติมีความเข้าใจ ทั้งนี้นายกษิต ยังได้ปรามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศอื่นๆว่านี้คือเรื่องภายในประเทศของเรา ให้เราแก้ไขปัญหากันไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอยู่ภายใต้การเคารพสิทธิมนุษยชนแล้ว ขอให้เป็นเรื่องภายในประเทศของเรา

 พล.ต.ดาว์พงษ์ กล่าวสรุปในช่วงท้ายว่า ยืนยันว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ทุกคน พลเรือน ตำรวจทหาร เป็นพี่น้องของประชาชน ไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชนโดยเด็ดขาด มีคำกล่าวของแกนนำบางคนบอกว่า ให้ทหารหยุดฆ่าประชาชน ซึ่งคำดังกล่าวต้องการใช้ผลการสูญเสียมาเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามสร้างภาพว่า ทหารเป็นศัตรูกับประชาชน แต่กลับไม่พูดถึงเหตุที่เกิดจากการชุมนุมขอพวกที่ชุมนุมไม่สันติ ไม่พูดถึงเหตุที่เกิดจากกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ ซึ่งแกนนำจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะในข้อเจจริง เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธตามหลักเกณฑ์ และมุ่งมั่นทำให้เกิดความสงบโดยเร็ว โดยยึดตามกรอบกฎหมาย พื้นฐานมนุษยธรรม จึงขอความร่วมมือผู้ชุมนุมโดยสันตัน และผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายออกจากพื้นทื่ชุมนุม และอย่าเข้าไปพื้นที่ เพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย ซึ่งการปฏิบัติการทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ต้องประเมินกันวันต่อวัน