
พท.คึกปชช.แห่ปักหลักพร้อมเข้าสมทบม็อบแดง
เพื่อไทย คึกคัก ปชช.แห่ปักหลักพร้อมเข้าสมทบม็อบเสื้อแดง "โฆษกฯเพื่อไทย" ปูด ทหารกัก ศพ-คนบาดเจ็บ ในโรงแรมเซนจูรี่ ละเมิดสิทธิผู้ป่วยขัดหลักสากล เล็งดึง "กาชาดสากล" เข้าดูแล ซัดทหารเครื่องมือรัฐบาล ระวังกลายเป็น "พฤษภาทมิฬ 2" ขู่ถ้ารัฐไม่หยุดยิงเกิด
(15พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนพระราม 4 ภายหลังที่ ศอฉ.ได้สั่งให้กำลังทหารปฏิบัติการกระชับวงล้อมกดดันพื้นที่การชุมนุมรอบๆบริเวณราชประสงค์อย่างต่อเนื่องนั้น ตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนที่สนับสนุนการชุมนุม นปช.และคนเสื้อแดง รวมทั้งพรรคเพื่อไทย จากใน กทม.และต่างจังหวัด รวมทั้งกลุ่มแนวร่วม นปช.ทยอยเดินทางมาเกาะติดตามสถานการณ์เหตุปะทะระหว่างทหารและกลุ่มผู้ชุมนุม กว่า 200 คน โดยช่วยบ่ายเริ่มมีประชาชนเข้ามาหนาตามากขึ้นโดยกระจายกันจับจองที่นั่งที่นอนทั่วบริเวณโถงชั้นล่างของที่ทำการพรรค
ขณะที่มีประชาชนบางส่วนได้เดินทางมาปักหลักและใช้สถานที่ของพรรคเป็นที่พักค้างคืนตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามการปราศรัยโจมตีรัฐบาลของแกนนำบนเวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ ผ่านทางโทรทัศน์ และตะโกนโห่ร้องพร้อมปรบมือเป็นระยะเมื่อแกนนำรายงานหรือนำเสนอภาพที่แสดงให้เห็นว่าทหารใช้ความรุนแรงทำร้ายประชาชน
นอกจากนี้ ภายหลังจากที่มีการประกาศบนเวทีสี่แยกราชประสงค์ว่าไม่สามารถเข้าพื้นที่การชุมนุมได้ ทำให้มีกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้ทยอยเข้ามาที่พรรคเพื่อไทยเป็นระยะ บางส่วนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร อีกทั้งยังโทรศัพท์ชักชวนบุคคลใกล้ชิดให้เดินทางมาสมทบยังที่ทำการของพรรคเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าพื้นที่ชุมนุมทันที หากมีการขอกำลังเสริมจากแกนนำ นปช. โดยทางพรรคเพื่อไทยได้มีการดูแลเรื่องอาหารและผลไม้ให้แก่ประชาชนกลุ่มดังกล่าว
ในส่วนของพรรคได้มีแกนนำ และ ส.ส.ของพรรค อาทิ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ประธานวิปฝ่ายค้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.อุดรธานี เป็นต้น ได้ติดตามตามสถานการณ์การชุมนุม และท่าทีของรัฐบาลที่ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บรรยากาศโดยรอบที่ทำการพรรค ไม่มีกำลังทหาร หรือตำรวจมาสังเกตการณ์แต่อย่างใด
ปูดทหารกักศพ-คนบาดเจ็บในรร.เซ็นจูรี่
เมื่อเวลา 13.30 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนได้รับการแจ้งจากประชาชนผู้หวังดีและหน่วยพยาบาลกู้ชีพว่า หลังมีการปะทะกันที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น ได้ถูกทหารสกัดกั้นมิให้รถพยาบาลและหน่วยกู้ชีพเข้าไปนำตัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บที่ถูกทหารกักไว้ในโรงแรมเซ็นจูรี่ นำตัวส่งโรงพยาบาลได้ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ามีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บจำนวนนับ 10 รายอยู่ภายในโรงแรมเซ็นจูรี่ ดังนั้นขอเรียกร้องให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าผู้ปฏิบัติการของศอฉ.ยึดหลักมนุษยธรรมตามหลักสากล เพื่อให้ญาติและหน่วยแพทย์ได้นำตัวผู้บาดเจ็บและชีวิตไปรับศพและรักษาอย่างเร่งด่วน
"สถานการณ์ที่ทหารสลายการชุมนุมครั้งนี้อาจซ้ำรอยเหตุการณ์กลายเป็นพฤษภาทมิฬครั้งที่ 2 เพราะทหารยอมตกเป็นเครื่องมือรัฐบาลในการปราบและสังหารประชาชนมือเปล่า ขอเตือนไปยังทหารว่าในอดีตหลังจากผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬแล้วทหารต้องถอดเครื่องแบบออก" นายพร้อมพงศ์ ย้ำ
โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลและกองทัพไม่ดำเนินการใดๆได้ก็จะเรียกร้องให้ทางกาชาดสากลเข้ามาดูแลประชาชนผู้ป่วย ผู้ได้รับบาดเจ็บ เพราะขณะนี้ไม่สามารถให้หน่วยแพทย์และพยาบาลเข้มมาดูแลได้ และขอให้องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆเข้ามาดูแลเหตุการณ์ดังกล่าวเพราะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ขู่ถ้ารัฐไม่หยุดยิงเกิดสงครามกลางเมืองแน่
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ขอฝากเตือนไปยังรัฐบาล ถ้าหากยังไม่หยุดยิง ยังปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ต่อไป คงหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองไม่ได้อย่างแน่นอน แล้วทหารจะเสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากชาวบ้านจะติดอาวุธสู้ ถึงเวลานั้นไม่ว่าฝ่ายไหนตายศพก็ไม่สวยสักคน
พ.ต.ท.สมชาย กล่าวด้วยว่า ในวันนี้ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน( ศอฉ.)ได้เรียกไปรายงานตัวที่กรมทหารราบที่ 11 รอ. เท่าที่ทราบมีคนเดียวที่ถูกเรียกไป แต่สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ และไม่ทราบว่าเมื่อไปรายงานตัวแล้วจะได้กลับออกมาหรือไม่ จึงขอเก็บตัวเงียบก่อน และพร้อมที่จะไปรายงานตัวในวันอื่นแทน เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ได้มาเยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสในเหตุการณ์วันที่ 14 พ.ค. คนเหล่านี้มาด้วยใจ จึงขอเตือนไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าอย่าหลงอำนาจ และปราบปราบประชาชนแบบนี้ไม่ได้ ต้องใช้วิธีอื่น ถ้านายกฯยังมีสติต้องตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดโดยด่วน หากยังไม่ยุติ ขอฟันธงเกิดสงครามกลางเมืองแน่ และนายกฯจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า เป็นนายกฯที่ฆ่าประชาชนและมือเปื้อนเลือดไปตลอดกาล
ด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ 14 พ.ค.มีคนตายและบาดเจ็บ บางคนเป็นผู้หญิงเสียด้วย ไม่เห็นมีผู้ก่อการร้ายตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง รัฐบาล โดยนายกฯต้องรับผิดชอบโดยการลาออก เพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปรับไม่ได้ที่จะมีคนเสียชีวิตอีกว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เท่าที่หารือกับ ส.ส.ในพรรคทางโทรศัพท์เห็นว่า ในการประชุมร่วมสองสภา ในวันที่ 17 พ.ค.เวลา 09.00 น.พรรคเพื่อไทย จะใช้ยุทธศาสตร์มวยวัดที่ต่างคนต่างชกไร้รูปแบบ ส่วนจะเป็นอย่างไร ขอให้ติดตามดูในวันประชุมสภา โดยส่วนตัวได้เตรียมทำป้ายประณามไว้ชูกลางห้องประชุมรัฐสภาและจะเดินวอร์คเอาท์ออกจากห้องประชุมทันที
ปชป.โต้ “เพื่อไทย” สิ้นสภาพพรรคการเมืองในระบอบปชต.
นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อบ่ายวันนี้(15พ.ค.)เรียกร้องให้ประชาชนใช้ความอดทนและทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ในระหว่างที่ศอฉ.ปฏิบัติการปิดล้อมผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถนนราชประสงค์ แม้ว่า จะมีการสูญเสียเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากก็ตาม
ส.ส.ประชาธิปัตย์ผู้นี้ชี้ว่า การสูญเสียที่เกิดขึ้นเพราะกองกำลังติดอาวุธของนปช.ได้ออกปฏิบัติหลังจากแฝงตัวปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมและพยายามจุดชนวนให้เป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและศอฉ.ได้คาดหมายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และได้พยายามหลีกเลี่ยงด้วยการเสนอแผนปรองดองและถอยหลังจนถึงที่สุด แต่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ปฏิเสธแผนปรองดองและเลือกต่อสู้ด้วยอาวุธซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มคนเสื้อแดงมาตั้งแต่ต้นเช่นกัน
“ประชาชนต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งจนกว่าประเทศจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไป แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนเสื้อแดงได้เลือกวิถีทางนี้เอง และเมื่อผ่านวิกฤติการณ์นี้ไปแล้ว บ้านเมืองก็จะเริ่มกลับสู่ความสงบสันติ เพราะนี่คือสงครามครั้งสุดท้ายของพ.ต.ท.ทักษิณแล้ว” นายอรรถพรกล่าว
ส.ส.ประชาธิปัตย์ผู้นี้ยังตอบโต้พรรคเพื่อไทยที่กล่าวประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกว่า การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยเป็นเพียงแผนปฏิบัติการร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงในฐานะหนึ่งในแก้วสามประการ คือ มวลชน พรรคการเมือง และกองกำลังติดอาวุธ ถ้าพรรคเพื่อไทยปฏิเสธความรุนแรงก็ไม่ควรมีส่วนร่วมและระดมจัดจ้างมวลชนและปลุกปั่นมวลชนให้เข้าร่วมกับการชุมนุมตั้งแต่ต้น และวันนี้ พรรคเพื่อไทยมีฐานะเป็นเพียงขบวนการหนึ่งภายใต้การควบคุมของคนเสื้อแดง ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแต่ประการใด “พรรคเพื่อไทยควรไปเรียกร้องพ.ต.ท.ทักษิณให้หยุดป่วนบ้านเมืองเสียที ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณหยุด ทุกอย่างก็จบ”นายอรรถพรกล่าว



