
สื่อนอกตีข่าวอริสมันต์กลัวพลซุ่มยิง
นิตยสารไทม์ ระบุ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง กลัวพลซุ่มยิง แต่ยังปากแข็งอ้างว่าห่วงผู้ชุมนุม ด้านCNN ระบุ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระ ทบหนักจากสถานการณ์การประท้วง ตัวเลข GDP หด
(15พ.ค.) เว็บไซท์นิตยสารไทม์ ได้บรรยายภาพของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงว่า กำลังหวาดกลัว ก่อนหน้านี้ เขาเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ผู้ประท้วงเผากรุงเทพฯ และในขณะขึ้นพูดบนเวทีของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ เขาก็ท้าทายให้ตำรวจเข้าไปจับตัวเขา เมื่อปีที่แล้ว เขาเป็นผู้นำม็อบเสื้อแดง บุกสถานที่จัดการประชุมสุดยอดสมาคมอาเซียน ที่โรงแรมในพัทยา ทำให้ผู้นำจีน, ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ ต้องได้รับการอพยพหนี แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปรากฎว่านายอริสมันต์ เป็นฝ่ายตกอยู่ในความหวาดกลัวเสียเอง
ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ ระบุว่า นายอริสมันต์สวมเสื้อเกราะกันกระสุน และมีการ์ดล้อมหน้าล้อมหลังราว 6 คน เขาเอาแต่เพ่งขึ้นไปบนหลังคาอาคารสูงทั่วบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ที่คนเสื้อแดงปักหลักประท้วงมานานถึง 2 เดือน ด้วยการปิดย่านการค้าหลักของกรุงเทพฯ โดยสิ้นเชิง พร้อมกับเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออก, จัการเลือกตั้งใหม่ และผู้ประท้วงที่เรียกร้องเหล่านี้ ก็เป็นผู้ที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นอำนาจ เมื่อปี 2549 และอยู่ระหว่างการหลบหนีในต่างประเทศ แทนที่จะสู้คดีคอรัปชั่นในไทย
อริสมันต์ บอกกับผู้สื่อข่าวขณะกวาดตาอย่างทุกข์ใจว่า มีพลซุ่มยิงอยู่ และเขากลัว แต่ไม่ใช่กลัวเพื่อตัวเอง แต่กลัวแทนผู้ชุมนุม เพราะเขารับผิดชอบชีวิตคนเหล่านี้ ซึ่งเขาได้ชี้ไปที่ผู้ชุมนุมที่เคยมีมากถึง 1 แสนคน แต่ตอนนี้ไม่ถึง 1 หมื่นคนแล้ว ความกลัวของอริสมันต์ เกิดขึ้นหลังจากพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธฯ แดง ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่บริเวณขอบนอกของพื้นที่ชุมนุม เสธฯ แดงเป็นคนจัดการด้านการอารักขาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม แต่ขณะเดียวกัน ก็ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการใช้ระเบิดหลายลูกโจมตีทั่วกรุงเทพฯ เมื่อ 2 เดือนก่อน แต่เขาปฏิเสธ
รัฐบาลได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มีการคาดการณ์กันว่า ความพยายามลอบสังหารเสธฯ แดง เป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างเขากับบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง แต่คนเสื้อแดงก็หวาดผวา และชี้ไปที่ตู้รถไฟฟ้า ที่วิ่งอยู่เหนือสถานที่ชุมนุมว่า มีทหารอยู่ข้างใน ทั้งที่ไม่มีบางคนก็เริ่มจุดบั้งไฟ ยิงไปที่รางรถไฟฟ้า เสียงดังจากการจุดบั้งไฟ ทำให้การ์ดตกใจ รีบเข้าอารักขานายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำอีกคนหนึ่ง ที่กำลังปราศรัยต่อฝูงชน และถูกอุ้มตัวไปด้านหลังเวทีที่การ์ดยืนเฝ้า พร้อมปืนไรเฟิลหุ้มผ้าขนหนูสีขาวเอาไว้
พวกคนเสื้อแดงบางคน ใช้รถจักรยานยนต์พุ่งเข้าหาทหารพร้อมโบกธงชาติ บางคนขว้างด้วยก้อนอิฐ และพลุ พร้อมกับตะโกนด่าด้วยถ้อยทำหยาบคาย ขณะที่ทหารพยายามระงับอารมณ์ทหารนายหนึ่ง บอกว่า เขามาจากจังหวัดขอนแก่น และรู้ว่า คนเสื้อแดงบางคนมาจากจังหวัดเดียวกับเขา แต่เขาก็แต่ยิ้มและบอกว่า เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศของเขาในเวลานี้
สำนักข่าว CNN รายงานว่า เศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เติบโตด้วยดีในปีนี้ กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประท้วงที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิชย์ รัฐมนตรีคลัง ให้สัมภาษณ์ CNN ก่อนหน้านี้ว่าการประท้วงทำให้ตัวเลข GDP ลดลงระหว่าง 0.3 ถึง 0.5 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และยังจะมีผลกระทบที่คาดการณ์ไม่ได้ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกด้วย และเป็นไปได้ว่าถ้าการประท้วงยืดเยื้อออกไปอีกหลายเดือน ก็จะทำให้ตัวเลข GDP ถูกตัดลงไปอีกถึง 2 เปอร์เซ็นต์
เหตุการณ์ปะทะเมื่อวันศุกร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน อีก 2 คนอาการสาหัส ส่วนผู้บาดเจ็บมีมากกว่า 100 คน ซึ่งการชุมนุมประท้วงที่ย่านใจกลางกรุงเทพฯ กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างถึง 3 กิโลเมตร ได้ทำให้ห้างร้าน 1,700 แห่ง , โรงแรม 10 แห่ง ต้องปิดตัวลง และสูญเสียรายได้วันละประมาณ 6ล้านดอลล่าร์ หรือราว 200 ล้านบาท นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าว ยังเป็นที่อยู่อาศัยของพลเมือง 1 ใน 6 ของประชากร 61 ล้านคนของประเทศอีกด้วย
การท่องเที่ยว ที่ช่วยสร้างรายได้ 6 เปอร์เซ็นต์ ให้กับเศรษฐกิจไทย และทำให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1 ล้านตำแหน่ง ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการชุมนุมประท้วง ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งบันยัน ทรี โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ตหลายแห่งในไทย กำลังจะได้รับผลกระทบจากยอดจองและการขายที่พักอาศัยในโครงการต่าง ๆ ในปีนี้ ซึ่งนายกรณ์ ก็ยอมรับเศรษฐกิจได้รับผลประทบเต็ม ๆ จากวิกฤติการท่องเที่ยวด้วย ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่แพร่ไปทั่วโลก ทำให้นักท่องเที่ยวพากันหวาดกลัว รัฐบาลหลายชาติ ต่างประกาศเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้มาไทย และยอดจองในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมก็ไม่มีให้เห็น
รัฐบาลยังคงคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ขณะที่ธนาคารโลกคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเติบโตถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ ก่อนหน้านี้ นักลงทุนต่างชาติ ต่างพากันหันมาหาเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คลื่นการลงทุนได้หดหายไป มูลค่าการลงทุนต่างประเทศ เมื่อเดือนเมษายน ได้หดหายไป 130 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 4,550 ล้านบาท และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติ พากันเทขายหุ้นไทย คิดเป็นมูลค่าถึง 584 ล้านดอลล่าร์หรือราว 2 หมื่นล้านบาท
แต่นายกรณ์ กล่าวว่า ธุรกิจที่วงนอกของพื้นการชุมนุม ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เพราะคนที่เข้ามาลงทุนในไทยส่วนใหญ่ จะเลือกพื้นที่นอกกรุงเทพฯ และจะไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่กำลังดำเนินอยู่ อันเป็นเหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่ผลกระทบที่ชัดเจนคือ ความเชื่อมั่น และการตัดสินใจด้านการลงทุนของนักลงทุน



