ข่าว

จะหลีกพ้นสงครามกลางเมืองกันอย่างไร

จะหลีกพ้นสงครามกลางเมืองกันอย่างไร

15 พ.ค. 2553

ถึงแม้ว่าสถานการณ์มาถึงเย็นย่ำวันที่ 14 พฤษภาคม ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเกิด "สงครามกลางเมือง" ขึ้นในประเทศไทยแล้ว แต่หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ก็น่าเชื่อว่าเหตุร้ายแรงถึงขั้นนั้นคงไม่ไกลเท่าใดนัก

 ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่มือมืดลอบยิง "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จนอยู่ในสภาพเป็นตายเท่ากัน ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างทหาร-ตำรวจกับการ์ดเสื้อแดงและคนเสื้อแดง เป็นระยะตลอดทั้งคืนเรื่อยมาจนถึงเย็นของอีกวัน

 แม้ไม่มีแม่ทัพคอยสั่งการ แต่การจัดวางกำลังของคนเสื้อแดงเพื่อวางแนวรับกำลังทหารที่พยายามรุกเข้ามาล้อมกรอบเพื่อจำกัดพื้นที่การชุมนุม และลดจำนวนผู้ชุมนุมก็ถูกวางไว้อย่างมีระบบ

 ถึงชัยภูมิเวทีใหญ่ที่สี่แยกราชประสงค์จะไม่เหมาะกับการชุมนุมที่ได้เปรียบ แต่การวางกำลังส่วนหน้าและปะทะกับทหารตั้งแต่ถนนราชปรารภ แล้วค่อยๆ ถอยร่นมาจนถึงประตูน้ำ ก็สามารถถ่วงเวลาไม่ให้ทหารเข้าถึงจุดหมายเพื่อปิดล้อมที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง

 การปะทะกันที่บริเวณสวนลุมพินี ซอยงามดูพลี ชุมชนบ่อนไก่ ก็แรงและยาวนานไม่แพ้เหตุปะทะที่ ถนนราชปรารภ
 นี่คือนัยประการหนึ่ง

 เมื่อทหารยกกำลังมา คนเสื้อแดงก็ยกกำลังไปรับ และชัดเจนว่าต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธ เพียงแต่มีรายงานแค่ว่า คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายที่สูญเสีย

 แต่ความหมายในที่นี้ก็คือ "การสำแดงกำลัง" ของคนเสื้อแดง

 เมื่อสำแดงกำลังแล้วก็เป็นจังหวะอันเหมาะเหม็งที่ ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกแถลงการณ์ ต่อรอง-กดดันรัฐบาล เหมือนเมื่อครั้งเมษายนปีที่แล้ว ในครั้งนั้น ทักษิณ แทบไม่ต่างจากผู้นำม็อบที่ออกมาข่มขู่ให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 ครั้งนี้ ทักษิณ "สั่ง" ให้รัฐบาลต้องทำ 4 ข้อ เพื่อให้เหตุการณ์ที่กำลังจะกลายเป็น "สงครามกลางเมือง" ยุติ

 1.ยุติการใช้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ พร้อมอาวุธสงครามร้ายแรง ทำการสลายการชุมนุมของประชาชนโดยทันที และสั่งให้เจ้าหน้าที่กลับกรม กอง ที่ตั้ง

 2.ประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่ประกาศในทุกจังหวัดโดยทันที

 3.เปิดการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยทันทีเพื่อหาทางออกทางการเมืองโดยสันติวิธี

 4.ร่วมเจรจาหาแนวทางปรองดองอย่างแท้จริงกับทุกฝ่ายในชาติ เพื่อให้ประเทศชาติมีประชาธิปไตย และความยุติธรรม และประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้การปรองดองต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม เมตตาธรรม และความจริงใจ

 นี่คือเงื่อนไขที่ ทักษิณ เชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่มีทางเลือกอื่น

 เพราะเชื่อว่า ถึงอย่างไรทหารก็น่าจะเลือกวิธี "สู้ยืดเยื้อ" มากกว่าการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ใช้กำลังเต็มรูปแบบเข้าสลายการชุมนุม

 ซึ่งหากทำเช่นนั้นก็จะเกิดความสูญเสียที่น่าจะมากกว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เลือดที่นองสี่แยกราชประสงค์ก็คงไม่อาจดับไฟที่ลุกท่วมเมืองได้

 แต่หากกองทัพตัดสินใจทำตามเป้าประสงค์เดิมคือ เข้าไปปิดล้อมกดดัน "สงครามกองโจร" ก็จะเกิดขึ้นตลอดทั้งคืนวันที่ 14 พฤษภาคม อย่างแน่นอน

 ซึ่งตรงนี้มีการประเมินกันแล้วตั้งแต่ค่ำคืนที่ 13 พฤษภาคม ที่ชั้น 22 ของโรงแรมแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ห่างจากเวทีเสื้อแดงเท่าใดนัก

 มีนายทหารระดับ "พลเอก" และ "พลโท" เป็นแกนหลัก วางยุทธวิธีเพื่อให้แดงสู้กับกองทัพ

 การปะทะย่อยในแนวหน้านั้นก็เพื่อล่อให้ทหารเข้าสู่ "คิลลิ่ง โซน" เหมือนกับเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัว ถูกจัดให้เป็น "พื้นที่สังหาร"

 โชคดีที่ทหารไม่รุกไล่ไปจนถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ครั้งนั้นก็อาจย้อนกลับมาอีกครั้ง

 เพราะตรงจุดนั้น จะมีเหล่านักรบขัตติยะธรรม การ์ดฮาร์ดคอร์ รวมทั้งอดีตนักรบชุดดำ ที่ผ่านการฝึกอาวุธมาและเข้าใจดีในยุทธวิธีการรบของทหาร รอการมาเยือนของทหารอยู่แล้ว

 เป้าหมายหลักของกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ที่แปรเป็นกองโจรในเมืองก็คือ ทหารที่อยู่ตามพื้นที่ด้านนอกที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ไม่ใช่ในพื้นที่ชุมนุม

 หน่วยที่ออกไปซุ่มโจมตีทหารจะเป็นพวกมวลชนคนเสื้อแดงที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ เช่น แดงชุมชนบ่อนไก่ แดงชุมชนซอยหมอเหล็ง แดงงามดูพลี แดงคลองเตย แดงมักกะสัน แดงเพชรบุรี แดงสมุทรปราการ

 อย่างไรก็ตาม "คนเสื้อแดง" มองว่า หากสถานการณ์ปะทะระหว่างทหารกับคนเสื้อแดงยืดเยื้อ 3-4 วัน ก็มีความเป็นไปได้ว่า "ผู้นำกองทัพ" อาจต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ปัญหาจบโดยเร็ว

 สำหรับแผนของ ศอฉ.นั้น วางกรอบในการปฏิบัติก็คือ เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ หรือเวลา 18.00 น.ให้หยุดปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ พร้อมกับกำชับให้ระวังทั้งระเบิดและเอ็ม 79 ที่จะถูกลอบยิง

 ศอฉ.ยอมรับว่า การปิดพื้นที่ให้สนิทนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก จึงให้ทำเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ยอดผู้ชุมนุมลดลง

 บทเรียนจากวันที่ 10 เมษายนนั้น ย้ำว่า การตัดสินใจบุกเข้าไป แม้จะมีรายละเอียดทุกตรอกซอกซอย แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าความสูญเสียที่แล้วมา จะไม่เกิดขึ้นอีก

 เพราะการข่าวที่เข้ามานั้น พบว่ามีกลุ่มวัยรุ่น หรือเด็กเกเรในพื้นที่ประมาณ 50-60 คน ออกมาตั้งด่าน ชนกับทหารและป่วนเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักใจ

 พอๆ กับมีข่าวว่าคนเสื้อแดงระดมคนมาจากพื้นที่ปริมณฑลประมาณ 600-700 คน รถปิกอัพประมาณ 60-70 คัน รถมอเตอร์ไซค์อีก 100 คัน

 อย่างไรก็ตาม ศอฉ.ยังมีแรงกดดันเรื่องเงื่อนเวลาที่วันที่ 17 พฤษภาคม เป็นวันเปิดเทอม ดังนั้นยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไป แรงกดดันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

 เพราะเพียงแค่วันเดียว ชาวบ้านย่านถนนราชปรารภก็ออกมาสวดทั้งทหารและคนเสื้อแดงแล้ว หากขืนปล่อยให้ยืดเยื้อออกไปเกิน 2 วัน ผู้คนทั่วไปก็อาจจะหันมาประณามกองทัพและรัฐบาลอย่างแน่นอน

 ...นี่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจหลบเลี่ยง หรือช่วยกันปกป้องบ้านเมืองไม่ให้เจอกับหายนะกันได้แล้วหรือ?

 แล้วจุดสุดท้ายของเหตุการณ์นี้จะจบลงอย่างไร การสลายการชุมนุมใช่ทำให้ความขัดแย้งสิ้นสุดลงหรือไม่ ?

 แต่รัฐบาลเองก็ไม่สามารถเลี่ยงการสลายการชุมนุมได้ เมื่อมีแรงกดดันจากรอบทิศพุ่งตรงมา จนมีแนวโน้มว่า มีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามระหว่างประชาชนกับประชาชน

ศรุติ ศรุตา/ สมถวิล เทพสวัสดิ์/ ทีมข่าวความมั่นคง