
ความปรองดองแห่งชาติ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศในท่ามกลางความแตกแยกและเศรษฐกิจโลก เกิดภาวะถดถอย นับว่าเป็นปัญหาหนักหนานักสำหรับนายกฯ ใหม่และเป็นคนหนุ่ม
ในครั้งนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้เปรียบเทียบบ้านเมืองว่า เหมือนกำลังเกิดไฟไหม้จะต้องเอาคนออกมาจากบ้านให้อยู่รอดปลอดภัยก่อน หลังจากนั้นแล้วถึงค่อยซ่อมแซมบ้านให้มั่นคงต่อไป
รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ดำเนินการขั้นแรกด้วยนโยบายเช็คช่วยชาติ แจกประชาชนแบบให้เปล่าเกือบจะในทุกระดับคนละ 2,000 บาท ในท่ามกลางเสียงหัวเราะของนักวิชาการด้านเศรษฐกิจกลุ่มหนึ่งซึ่งประมาทคาดหน้า ในขณะที่นโยบายนี้กลับส่งผลให้เกิดเงินไหลเวียนต่อมา และเศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก
ทั้งนี้นอกเหนือไปจากเงินสวัสดิการที่จ่ายให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการ ตลอดไปจนถึงโครงการสร้างงานให้แก่ผู้ตกงานและอื่นๆ อีกก็ดี ล้วนแต่มีส่วนช่วยค้ำพยุงเศรษฐกิจไทยให้ทรงตัวไว้ได้ทั้งสิ้น
ถ้าไม่อคติกันแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าในระดับหนึ่งนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถเอาคนออกมาจากบ้าน ที่ตกอยู่ในท่ามกลางกองเพลิงได้อย่างมีประสิทธิผล
ต่อจากนั้นมาสิ่งที่รัฐบาลได้กระทำอย่างต่อเนื่องอันเป็นการซ่อมแซมบ้านให้มั่นคงนั้น อย่างที่ ประจักษ์กันอยู่ก็ได้แก่นโยบายไทยเข้มแข็ง ที่ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างถนนปลอดฝุ่น สร้างโรงพยาบาล สร้างชุมชนให้เข้มแข็งด้วยกองทุนหมู่บ้าน หรือว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก มาตรการประกันราคาข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ ก็ดี เหล่านี้ล้วนมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าล้มเหลว
อันมีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้จีดีพีของประเทศที่ติดลบอยู่ คาดกันว่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ ถึงร้อยละ 4
สิ่งที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่สามารถจะทำได้อย่างที่เห็นกันอยู่อย่างชัดแจ้ง ก็คือการยุติการเมืองที่ล้มเหลวอย่างที่ท่านได้เคยกล่าวเอาไว้ในวันที่รับตำแหน่ง สัญญาประชาคมนี้นับว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
แต่ผมก็เห็นใจนายกฯ อภิสิทธิ์ เพราะการเมืองที่ล้มเหลวสำหรับเมืองไทยในขณะนี้แล้ว ใหญ่โตเกินไปที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือว่ารัฐบาลใดจะยุติได้โดยลำพัง
เพราะจะต้องยอมรับกันว่า ในระยะ 4-5 ปีมานี้ ความร้าวลึกชิงชังกัน ไม่ได้เกิดแก่คนไทย เฉพาะที่อยู่ในวงการเมืองเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับทุกวงการไม่มีเว้นก็ว่าได้ วงการทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ครู อาจารย์ นักศึกษา นักธุรกิจจากระดับชาติจนถึงแม่ค้าแผงลอยล้วนแตกแยกกันหมด
ตามท้องไร่ท้องนาจนกระทั่งถึงคนเดินถนนในเมือง และไม่เว้นแม้แต่พระในวัดก็เทศน์กันไปคนละ เรื่อง ถ้าขืนปล่อยให้เป็นไปชาวบ้านจะตีกัน เกิดเป็นศึกกลางเมืองแน่ครับ
เกินกว่าที่นายกฯ อภิสิทธิ์ หรือว่าคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะทำได้โดยลำพัง
ฉะนั้น 5 แนวทาง สร้างความปรองดองแห่งชาติดังที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ท่านได้เสนอขึ้นมานั้น จึงน่าที่ ทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือเพื่อเห็นแก่ความสงบสุข โดยการตั้งสติและเริ่มต้นกันใหม่ เมื่อความแตกแยก ร้าวลึกนี้ไม่อาจยุติได้ในชั่วระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้วิธีปราบปรามหรือว่าประนีประนอม
วิธีประนีประนอมปรองดองที่คนไทยในอดีตได้ใช้กันมา จึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดครับ



