
ยกสุดท้ายสงครามกลางเมือง?
หลังจากประเมินท่าทีกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ชัดเจนว่า ฝ่าย นปช.เสื้อแดงที่พลิกเพิ่มเงื่อนไข หรือไม่ก็สร้างข้อต่อรองใหม่ จนกระทั่งฝ่ายรัฐบาลเลิกคุยและตั้งท่าจะเริ่มใช้มาตรการสลายการชุมนุม
ทางฝั่ง "มาสเตอร์มายด์" ก็ส่งสัญญาณนับหนึ่ง "สงครามกลางเมือง" ในทันที
สามทุ่มเศษวันที่ 12 พฤษภาคม ณ ที่ทำการพรรคแห่งหนึ่ง คนนั่งหัวโต๊ะดูจะคุ้นหน้าคุ้นตา เพราะเหมือนกับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย ทักษิณ ชินวัตร ราวกับแกะ
บรรดาผู้ร่วมโต๊ะก็เป็นแกนนำพรรค และหลายคนหน้าตาเหมือนผู้ชุมนุม
คำสั่งจากที่ประชุมก็คือ ให้ทุกคนไประดมคนเข้ามาให้มากที่สุด กำหนดนัดก็คือ 3 วัน ให้เริ่มพาเข้ามาในวันที่ 13 พฤษภาคม
จากภาคอีสาน จุดรวมพลรับค่าเบี้ยเลี้ยง-น้ำมัน ที่ปั๊ม ปตท.ปากช่อง
จ.ปทุมธานี ให้ไปรวมกันที่ ลำลูกกา และที่ลาดหลุมแก้ว
จ.สมุทรปราการ ให้ไปรวมพลที่ ซอยลาซาล ใกล้สี่แยกบางนา
คนที่สั่งระดมเพิ่มเข้ามานั้น เป็นการเข้ามาเพื่อล้อมทหารที่นำรถหุ้มเกราะมาบล็อกคนเสื้อแดงที่จะออกจากที่ชุมนุมแล้วจะไม่ได้กลับเข้ามาอีก
มาตรการนี้นับว่าเป็นมาตรการที่เสี่ยงอย่างยิ่ง
เพราะทหารเผชิญหน้ากับการกดดันจากผู้ชุมนุมทั้งด้านหน้าและหลัง โอกาสที่จะเกิดความสูญเสีย หรือมือที่สามฉวยโอกาสก่อเหตุเพื่อจุดชนวนสงครามกลางเมืองเป็นไปได้สูง
หากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับตรงกับความต้องการของ "มาสเตอร์มายด์" ที่ประเมินแล้วว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาถึง 180 คน
การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อเช็กอาการของพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ล้วนแต่ส่ายหน้าหนี
แม้แต่ บรรหาร ศิลปอาชา ก็แสดงท่าที...ยังไงก็ไม่ เด็ดขาด
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากต้องการจะชนะ ทางเดียวที่เล่น "มาสเตอร์มายด์" จะได้ก็คือ ต้องปลุกสงครามกลางเมือง!
"มาสเตอร์มายด์" จะเลือกทางนี้หรือเปล่าไม่รู้ แต่องค์ประกอบที่เห็นนั้น เป็นไปในทิศทางนี้...ชัดเจน
เพราะหากเดินตามแผนปรองดองกับรัฐบาล ก็ค่อนข้างแน่นอนว่า เลือกตั้งแพ้ มวลชนก็แพ้ โอกาสที่จะกลับมา หรือเคลียร์ตัวเองให้พ้นมลทินจึงเป็นศูนย์
สงครามกลางเมืองจึงเป็นทางที่เหลือและต้องเลือก !
อย่างไรก็ดี มาตรการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่เริ่มกดดันจากเบาไปหาหนักคือ ตัดน้ำ-ตัดไฟ-ตัดโทรศัพท์
การตัดน้ำ คือ ตอนนี้กลุ่มเสื้อแดงได้ใช้น้ำผ่านหัวจ่ายดับเพลิงที่อยู่หน้าโรงพยาบาลตำรวจ และในพื้นที่ถนนราชประสงค์ ไม่มีการตัดน้ำประปาตามที่อยู่อาศัย ห้างร้านต่างๆ ทุกอย่างปกติ
ส่วนเรื่องการตัดไฟฟ้า กลุ่มเสื้อแดงได้ต่อไฟฟ้าตรงจากเสา ทาง ศอฉ.ก็ตัดไฟฟ้าตามเสาไฟต่างๆ ไม่เกี่ยวกับบ้านคนเช่นกัน ถึงแม้ว่าทางกลุ่มเสื้อแดงจะใช้เครื่องปั่นไฟทั้งหมด 14 เครื่อง แต่มีการคำนวณแล้วว่า เครื่องขนาดนี้ใช้น้ำมันประมาณ 70 ลิตร ปั่นไฟได้ 12 ชั่วโมง เมื่อน้ำมันหมดก็น่าจะทำให้ไฟดับไปเอง
การตัดโทรศัพท์ ศอฉ.ทำหนังสือร้องขอต่อศาลเพื่ออนุมัติให้ผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์มือถือตัดสัญญาณนั้น ทางศาลได้อนุมัติโดยสามารถตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้ครั้งละ 6 ชั่วโมงต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ไม่จำกัดจำนวน ซึ่งจะมีการดำเนินการไปสักระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ปิดล้อมเข้าออกถนนราชประสงค์ โดยมีการตั้งด่านตรวจอาวุธควบคุมผ่านเข้าออกของบุคคลต้องสงสัย เริ่มต้นจากปิดถนน 3 เส้น “พญาไท-เพชรบุรี-วิทยุ”
พร้อมขอความร่วมมือห้างร้านย่านราชประสงค์ หยุด 1 วัน เพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลาย
ปิดการจราจรทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น รถโดยสาร รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน เรือ
ส่วนประชาชนกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถออกนอกพื้นที่ได้ แต่ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ยกเว้นผู้อาศัย และผู้ที่มีสถานที่ทำงานในบริเวณนั้น จะได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าได้ แต่ต้องเตรียมเอกสารหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรพนักงานที่แสดงว่าทำงานที่ไหน เพื่อนำไปแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่าน
ศอฉ.ยังรายงานด้วยว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงมีการแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน
โดยมี ทีมยุทธศาสตร์ ที่มีนักการเมืองและนักวิชาการอยู่เบื้องหลัง มีชื่อย่อว่า นาย "ว" นาย "พ" และนาย "ภ" ที่คุมเกมกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ 4 แกนนำหลักบนเวที อย่าง วีระ มุสิกพงศ์ เหวง โตจิราการ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าควรเดินต่ออย่างไรบ้าง แก้เกมอย่างไร
สำหรับ ทีมยุทธวิธี จะมีนายทหารที่ปลดเกษียณ นายทหารที่ประจำการ และนักการเมืองที่ยังดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน เป็นกุนซืนในการใช้กำลังทางลับ "มือมืด" ที่ยังเป็นทหารชั้นประทวน ที่รับจ้างเป็นจ๊อบๆ มียศ "จ่า"
อย่างไรก็ตาม ภาพที่ปรากฏต่อคนภายนอกนั้น เป็น “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ผู้ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดง น่าจะเกี่ยวข้อง หรือรับรู้ความเคลื่อนไหวของกองกำลัง
แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ได้ข้อสรุป !
แต่ที่ชัดก็คือ เสธ.แดง ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของแกนนำ นปช.ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่า...พร้อมลง อย่าง วีระ มุสิกพงศ์ โดยอ้างว่าป่วย ทำงานนี้ไม่ได้แล้ว
ทำให้ เสธ.แดง ประกาศตั้ง นปช.รุ่น 2 ที่มี อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ขวัญชัย ไพรพนา พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แต่ไม่ได้รับการยอมรับ
ว่าไปรุ่น 2 นี้ล้วนเป็นกลุ่ม “ฮาร์ดคอร์” ทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีหมายจับติดตัวกันทั่วทุกคน
จนสุดท้ายมีการเสนอ จตุพร พรหมพันธุ์ ทำงานแทนนายวีระ !!
สิ่งที่ทำให้ เสธ.แดง ซึ่งไม่ใช่แกนนำคนเสื้อแดงกล้าทะลุกลางปล้องเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะอะไร 1.ผู้ชุมนุมเชื่อถือ และ 2.ทักษิณ ให้ความเชื่อถือ
ที่ผ่านมา “เสธ.แดง” พยายามเดินเกมทุกรูปแบบเพื่อให้มวลชนคนเสื้อแดง “ยอมรับ” ในตัวเขาเหมือนอย่างที่ยอมรับในบทบาทของสามเกลอ
ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะในยามที่เสียงระเบิดยังไม่ขาดหาย กระสุนปืนที่ไม่รู้ว่ามาจากทิศไหนและไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นใคร การมีกองกำลังเพื่อปกป้องก็ย่อมได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้ชุมนุม
ขณะที่ เสธ.แดงเองก็ประกาศกร้าวว่า ห้ามแกนนำออกจากที่ชุมนุม !
ทางด้าน ศอฉ.ได้สั่งกระชับวงล้อม เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนหลักสากลจากเบาไปหาหนัก 7 ขั้นตอน
การใช้อาวุธกระสุนจริง ในการยิงสกัดไม่ให้เข้ามา ไม่ต้องการทำร้ายถึงชีวิต แต่ต้องการหยุดยั้งการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย และการพยายามเข้าถึงตัวเจ้าหน้าที่
อาวุธที่ใช้ปืนเล็กยาวที่มีอยู่ เช่น ปืนทาโว่ เอ็ม 16 จะใช้ใน 3 กรณี
1.การยิงข่มขวัญขึ้นฟ้า
2.ยิงเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายโดยหมายเอาชีวิต ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
3.ยิงไปยังบุคคลที่มีอาวุธอยู่ในมือไม่ว่าจะเป็นปืน ลูกระเบิด
นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่ง คือ พลแม่นปืน ทำหน้าที่ในการระวังป้องกัน และใช้ยิงผู้ก่อการร้ายที่มีอาวุธ
สั่งกดดันทั้ง 6 ด่าน เข้าออกสี่แยกราชประสงค์ อ้างว่าเพื่อสกัดอาวุธที่อาจมีการลักลอบขนออกมา
มีการเสริมกำลังจากกรมทหารราบที่ 23 (ร.23) จ.นครราชสีมา จำนวน 12 กองร้อย รวม 1,000 กว่านาย
กำลังทหารจากกองพลทหารม้าที่ 1 จ.เพชรบูรณ์ กองพันทหารม้าที่ 7 (ม.พัน.7) ม.พัน.10 และ ม.พัน.12
กำลังจากกองทัพภาคที่ 1 คือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ร.11 รอ. กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จาก จ.ปราจีนบุรี และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี รวมกำลังทหารทั้งหมดก็เกือบ 6,000 นาย
เจ้าหน้าที่มีการกดดันพื้นที่และผู้ชุมนุมพยายามเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ การดำเนินการนี้ไม่ได้หมายรวมถึงการขอพื้นที่คืนที่แยกราชประสงค์
ขณะที่การตั้งรับของ นปช.นั้นกลับไม่ยี่หระอะไรต่อมาตรการของ ศอฉ. ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั่นไฟ ที่ตุนน้ำมันไว้แล้ว 1-2 วัน แล้วยังมีกองทัพมดที่พร้อมจะไปลำเลียงมาให้
หากเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ก็จะมีการ์ดอาสาอีกจำนวนหนึ่งอยู่ด้านนอกพื้นที่พร้อมเข้าปิดล้อมเจ้าหน้าที่อีกชั้น โดยมีการกำหนดจุดที่ต้องรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจนว่า ตรอก ซอยไหน ใครดูแล
ส่วนรถหุ้มเกราะที่นำมาปิดล้อมนั้น แกนนำไม่กังวล เพราะเคยยึดมาแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลไม่กล้าสั่งการใช้ความรุนแรง



