ข่าว

ปิดตาข้างเดียว

ปิดตาข้างเดียว

14 พ.ค. 2553

บอกตรงๆ ผมไม่รู้สึกอะไรเลยกับข้อเสนอ "ปฏิรูปสื่อ" ของนักเลือกตั้งที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงจดหมายเปิดผนึกเรื่อง ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปสื่อมวลชน จากสิบองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

 บ้านเราเมืองเรา ถกกันประเด็นปฏิรูปสื่อมานานนับสิบปี พูดกันจนเฟ้อ ฟังกันจนเอียน แต่ก็ยังเกิดภาวการณ์ที่เรียกว่า "อนาธิปไตย" ในสื่อไทย ทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่

 หนึ่งในข้อเสนอขององค์กรวิชาชีพสื่อ ได้พุ่งเป้าไปที่การพลิกโฉม "สื่อรัฐ" อย่างช่องเอ็นบีที หรือช่อง 11 ให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง

 ตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พยายามแสดงวิสัยทัศน์นักบริหารที่มุ่งมั่นจะปฏิรูปสื่อรัฐ

 พอเข้าสู่สถานการณ์ไม่ปกติ หลายคนก็วิจารณ์ "สาทิตย์" ที่ทำช่องหอยม่วงเป็น "ทีวีย้อนยุค" สมัยกรมโฆษณาการเรืองรุ่ง

 ผมดูทีวีรัฐของเพื่อนบ้าน ผ่านทีวีดาวเทียม ก็ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลชัดเจน ไม่ต้องเสแสร้งแกล้ง "ดัดจริต" จะทำเป็น "ทีวีสาธารณะโดยรัฐ"

 เหนืออื่นใด ผมยังเห็นขบวนการ "หากินกับสื่อรัฐ" อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย หรือรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย

 อีกข้อเสนอหนึ่งขององค์กรวิชาชีพ ซึ่งวิจารณ์กันมากในหลายเวทีคือ

 "ในระหว่างยังไม่มี กสทช. คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) แต่งตั้งขึ้น ต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลสถานีวิทยุชุมชน โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และเคเบิลทีวีให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดโดยเคร่งครัด"

 พูดถึงสื่อเหล่านี้ มันสะท้อนถึง "เสรีที่ล้นเกิน" ในโลกสื่อสารมวลชน นักวิชาการด้านสื่อ ถ้านักสื่อสารมวลชนคนใด จะแย้งผมประเด็นนี้ก็เหนื่อยหน่อย

 เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ เรามี "วิทยุชุมชน" นับพันๆ คลื่นที่ยิงสัญญาณเบียดแทรกคลื่นหลักโดยเสรี

 เรามีวิทยุชุมชนสารพัดรูปแบบ และหลายร้อยคลื่น ก็สามารถแปรสภาพเป็น "อาวุธทางการเมือง" ได้โดยเสรี

 มินับ "ทีวีดาวเทียม" อีกนับร้อยช่อง ที่มีเนื้อหาครอบจักรวาล ไล่ตั้งแต่ "ขายสินค้าทางเพศ" ไปจนถึง "ขายสินค้าการเมือง"

 การเปิดกว้างให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย ไม่ได้หมายความว่าเป็น "สื่อเสรี" ตามหลักการประชาธิปไตย หากว่าคนผลิตสื่อมิได้เป็นผู้มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย

 ตรงกันข้าม คนทำสื่อที่มีวาระซ่อนเร้น ต่างเร่งผลิต "ความเชื่อ" ชุดหนึ่งป้อนให้ผู้บริโภคอย่างไม่รับผิดชอบ อย่างเช่นกรณี "ลัทธิปูแดง" ที่ต้องปิดตัวเองไปเมื่อเร็วๆ นี้

 บางกลุ่มทำทีวี "ช่องไสยศาสตร์" หวังจะขายสินค้าความงมงาย เช่นเดียวกับกลุ่มการเมืองที่ทำทีวี "ช่องข่าวชวนเชื่อ" ก็เพื่อขายสินค้าความศรัทธาในเจ้าลัทธิกลุ่มนั้น

 ฉะนั้น นักเลือกตั้งแบบอภิสิทธิ์ ไม่อาจปฏิรูปสื่อได้ตามที่ตีข่าวป่าวร้องหรอก เพราะตราบใดที่ยังต้องการใช้สื่อเป็น "เครื่องมือ" ของรัฐ ก็อย่ามาทำ "แหล" หลอกชาวบ้านอยู่เลย

 สิ่งที่แย่ไปกว่าคนคุมสื่อรัฐ คือสังคมบ้านเรา มีคน "ปิดตาข้างเดียว" ดูทีวีเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ แถมบางส่วน "บอดสี" อีกต่างหาก

 แคน สาริกา