
"วัดมาตรฐาน"เทียบความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ข้อเรียกร้องรายวันของ "แกนนำ นปช." ดูแล้วเป็นการประวิงเวลาเพื่อชุมนุมที่ราชประสงค์ต่อ โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดต่อผู้ร่วมชุมนุมและประชาชนทั่วไป มีการตั้งแง่เงื่อนไขจะสลายการชุมนุมวันต่อวัน
ล่าสุดจะสลายการชุมนุมหาก "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไปมอบตัวที่กองปราบปรามเท่านั้น แม้ว่าก่อนหน้า "สุเทพ" จะไปรับทราบข้อกล่าวโทษร้องทุกข์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วก็ตาม
ขณะเดียวกันช่วงบ่ายวันที่ 12 พฤษภาคม "เลขานุการส่วนตัวนางประทีป อึ้งทรงธรม ฮาตะ" อดีต ส.ว.และอดีตแกนนำ นปช. รุ่น 2 ได้พาญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ไปร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" และคณะกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสั่งให้ทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต
จึงไม่แน่ใจว่าหาก "สุเทพ" ไปกองปราบปรามเงื่อนไขของ "แกนนำคนเสื้อแดง" จะยกเรื่องอะไรมาเป็นข้อแม้อีก
เพราะหลายคนตั้งข้อสงสัยเงื่อนไขที่แท้จริงของ "แกนนำคนเสื้อแดง" น่าจะเป็นเรื่อง "การขอประกันตัว" แกนนำมากกว่า เพราะมีแนวโน้มว่า "แกนนำบางคน" อาจจะไม่ได้รับการประกันตัว เนื่องจากมีพฤติกรรมส่อความรุนแรง
ในขณะนี้เป็นการชิงไหวชิงพริบช่องทางของกฎหมายระหว่าง "รัฐบาล" และ "นปช." แต่ในที่สุดผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือย่อมได้เปรียบ
เพราะไม่ว่า "สุเทพ" จะมอบตัวต่อ "ดีเอสไอ" หรือ "กองปราบปราม" คดี "ก่อการร้าย" หรือ "คดีความมั่นคง" ซึ่งถือเป็นคดีที่มีความสำคัญต้องถูกโอนย้ายไปให้ "ดีเอสไอ" เป็นผู้พิจารณาอย่างแน่นอน
ส่วนปลายทางของสำนวนจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานใดก็ขึ้นอยู่กับผู้กระทำความผิด หากเป็น "นักการเมือง" คดีก็จะถูกส่งต่อไปยัง "ป.ป.ช." สำหรับประชาชนทั่วไปก็จะถูกส่งไปยังศาล เพื่อตัดสินคดีต่อไป
ตกลงนาทีนี้ที่ "แกนนำเสื้อแดง" บอกว่ามาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยมาจากใจจริงหรือไม่ หรือมีสิ่งอื่นที่แอบแฝงอยู่
เพราะถ้าหากรัฐบาลตัดสินใจสั่งสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เชื่อว่า "แกนนำคนเสื้อแดง" คงไม่พลาดที่จะให้รัฐบาลลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะหวังจะให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้ "พรรคเพื่อไทย" ได้ประโยชน์โดยตรง
ดังนั้นจึงมีคำถามตามมาว่าใครกันแน่ที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมระหว่าง "รัฐบาล" หรือ "แกนนำคนเสื้อแดง" ?
นอกจากนี้การประวิงเวลาของ "คนเสื้อแดง" ยังมีเป้าหมายอีกสิ่งหนึ่งคือรอคำตัดสินคดี "ยุบพรรคประชาธิปัตย์" โดยหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะใช้เวลานานเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคดียุบ "พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย"
ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายระยะเวลาการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากใช้เงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท ไม่ตรงกับความเป็นจริงออกไป 15 วัน จากเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์ขอมา 30 วัน
สำหรับคดียุบพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ "พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคพลังประชาชน" ถูกฟ้องเนื่องจาก "กรณีทุจริตการเลือกตั้ง ส.ส." ตามมาตรา 237 "ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง" ได้สั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของ "กรรมการบริหารพรรค" ของแต่ละพรรค คนละ 5 ปี
ต่อมา "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) เห็นว่าทั้งสามพรรคกระทำผิดตามมาตรา 237 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา111 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 94 (1) (2) และมาตรา 95 ทาง กกต. จึงส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดทำความเห็นยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าทั้งสามพรรค มีความผิดตามมาตรา 237 วรรคสอง หรือไม่
เนื่องจากทั้งสามพรรค "กรรมการบริหารพรรค" มีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำความผิดในการเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 237 วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยสั่งยุบพรรคการเมืองทั้งสามพรรค และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี
สำหรับ "คดียุบพรรคประชาธิปัตย์" ไม่ได้เริ่มต้นจากการทุจริตเลือกตั้ง จึงไม่ผ่านการพิจารณาคดีจาก "ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง" แต่มาจาก "กกต." เนื่องจากเห็นว่าการกระทำความผิดของพรรคประชาธิปัตย์อาจเข้าข่ายตามมาตรา 62 และ 65 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และมาตรา 82 และ 93 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มีโทษถึงขั้นยุบพรรค และอาจสะเทือนถึงกรรมการบริหารพรรคด้วย
อย่างไรก็ตาม คำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนเมื่อครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่กระทำการทุจริตเลือกตั้ง เพราะทั้งสามพรรค ศาลฎีกาและ กกต.ได้ตัดสินเป็นที่สุดแล้วตามที่กฎหมายระบุ ซึ่งแปลว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถแย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ จึงทำให้สามพรรคถูกยุบ
และการที่ กกต.ส่งคำร้องเงินกองทุน 29 ล้านบาท มาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นการส่งมาเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าสมควรยุบพรรคหรือไม่ และจะมีข้อแก้ตัวอย่างไรบ้าง ซึ่งคำร้องดังกล่าวที่ส่งมานี้ก็อาจเทียบได้กับเมื่อครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2550 ที่จะต้องมีการสืบพยานกันเริ่มต้นใหม่ในชั้นศาล จึงอาจต้องใช้เวลาไต่สวนพอสมควร
ดังนั้นคำว่า "สองมาตรฐานหรือมาตรฐานเดียว" คงต้องนำความผิดของแต่ละบุคคลหรือแต่ละพรรคมาเปรียบเทียบกันด้วยว่ามีความผิดต่างกรรมต่างวาระกันด้วยหรือไม่
สมถวิล เทพสวัสดิ์



