ข่าว

ข้อคิดจากงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2010

ข้อคิดจากงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2010

13 พ.ค. 2553

ในระยะนี้นักเที่ยวต่างประเทศชาวไทยที่มีเงินทองเหลือใช้ต่างก็ให้ความสนใจจะไปเที่ยวงานมหกรรมโลกที่เรียกว่า "เวิลด์เอ็กซ์โป" ปี 2010 ซึ่งจะจัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ เป็นเวลา 6 เดือนสิ้นสุดเอาปลายเดือนตุลาคม 2553 นี้

อันว่างานมหกรรมโลกนั้นมีการจัดเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1851 หรือ 159 ปีมาแล้ว ณ กรุงลอนดอน เริ่มแรกสภาพของงานก็เป็นแบบกึ่งงานแสดงสินค้าและงานสวนสนุกผสมผสานกันไป แต่ต่อมางานมหกรรมโลกได้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์กว้างขวางขึ้นมีการพยายามนำเอานามธรรมออกมาเป็นรูปธรรม เช่น ในงานปีนี้คำขวัญประจำงานมีอยู่ว่า “เมืองที่ดี ชีวีดีขึ้น” (Bester City Bester Life) ผู้ที่ร่วมงานจำเป็นต้องจัดศาลาของตนให้สื่อสารเรื่องราวที่ใกล้เคียงกัน เช่น ศาลาไทยก็มีคำขวัญว่า "ความเป็นไทย วิถีความยั่งยืนของชีวิต" (Thainess : The Sustainable Life)

 กล่าวกันว่าจีนได้ทุ่มเทสุดตัวในการจัดมหกรรมโลกครั้งนี้ โดยใช้จ่ายเบ็ดเสร็จไปเกือบ 2 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณเมืองไทย 1 ปี เฉพาะค่าจัดกิจกรรมอย่างเดียวก็ปาเข้าไปแสนกว่าล้านบาท และในการสร้างบริเวณงานนี้จะต้องอพยพผู้คนเกือบแสนคน

 เพื่อให้งานยิ่งใหญ่จริงๆ เจ้าภาพจึงต้องหาทางให้มีคนมาร่วมงานมากๆ ซึ่งในที่สุดก็สามารถเชิญผู้มาร่วมงานได้เกือบจะทั้งโลก (มีผู้ร่วมงาน 179 ประเทศ) และองค์กรระหว่างประเทศอีก 57 ประเทศ สำหรับจีนเองนอกจากมีศาลาหลักมหึมาแล้วยังมีศาลาแยกของมณฑลต่างๆ อีกมากมาย กล่าวกันต่อไปอีกว่าสำหรับประเทศที่ไม่มีงบประมาณจะจัด จีนเจ้าภาพก็ออกเงินให้ทั้งหมดหรือสร้างอาคารให้เช่าในราคาที่ถูกสุด มีเพียง 42 ประเทศเท่านั้นที่ออกเงินเอง (ไทยเราอยู่ในกลุ่มนี้หรือไม่ไม่ทราบ)

 ศาลาของแต่ละประเทศมหาอำนาจก็ลงทุนจัดกันมหึมา เช่น อเมริกาใช้เนื้อที่ในการจัดถึง 3 ไร่ครึ่ง สำหรับศาลาของไทยนั้นก็ไม่น้อยหน้าใคร ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมของไทยที่โดดเด่นสะดุดตา ดูอลังการและสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของชาติอันยาวนาน แต่ที่สำคัญคือการแสดงภายในมีการนำเอาเทคโนโลยีทางแสงและเสียงสมัยใหม่มาบรรยายถึงวิถีชีวิตของคนไทยให้ชาวโลกได้ชมอย่างน่าประทับใจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวและถูกจัดอันดับให้เป็นศาลายอดนิยม 1 ใน 5 ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวเข้าคิวยาวรอเข้าชม คณะผู้จัดทำศาลาไทยนี้จึงสมควรได้รับการปรบมือ

 งานมหกรรมโลกครั้งนี้ใหญ่โตและกว้างขวางสุดที่ผมจะบรรยายในเชิงนำเที่ยวได้โดยละเอียด แต่อยากแถมท้ายว่าใครได้ไปเที่ยวแวะศาลาไทยแล้วอย่าลืมไปแวะศาลาของคนไทยอีกแห่งหนึ่งที่เป็นเจ้าของศูนย์การค้าใหญ่โตในเซี่ยงไฮ้ ที่ศาลาบริษัทนี้เขามีอาหารไทยไว้ให้ท่านแก้หิว ที่สำคัญมีน้ำให้ดื่ม โปรดทราบว่างานนี้น้ำเป็นของต้องห้าม 1 ใน 5 ที่นักท่องเที่ยวจะนำเข้าไปในงานไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าศาลานี้เป็นของบริษัทอะไร

 เมื่อเห็นความยิ่งใหญ่ในงานก็อดสะท้อนให้คิดถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศเจ้าภาพไม่ได้ จีนนั้นเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ล้าหลัง แต่บัดนี้ในทางเศรษฐกิจเขาผงาดแซงประเทศเยอรมนีและจะแซงประเทศญี่ปุ่นขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกในไม่ช้า และขณะนี้จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของอเมริกา

 ทำไมเขาถึงทำได้เช่นนี้ จีนจะให้บทเรียนอะไรกับเราได้หรือเปล่าโดยเฉพาะจีนเคยเป็นประเทศที่แตกเป็นก๊กเป็นเหล่าระส่ำระสายไปทุกหย่อมหญ้า แต่บัดนี้ทำไมจึงมีเอกภาพ (แม้จะมีเหตุวุ่นวายในมณฑลห่างไกลต่างๆ ก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย)

 

 นายหนูใหญ่ [email protected]