ข่าว

บางเรื่องก็เปลี่ยนไปบางเรื่องก็ยังไม่เปลี่ยน

บางเรื่องก็เปลี่ยนไปบางเรื่องก็ยังไม่เปลี่ยน

13 พ.ค. 2553

แม้ว่าจะมีภาพลักษณ์และท่าทีต่อการยกเลิกการชุมนุม (และยกเลิกการสลายการชุมนุม) ที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม แต่ผมก็ยังเชื่อว่าการยกเลิกการชุมนุมและการยกเลิกการสลายการชุมนุมจะเกิดขึ้นในที่สุด

  อย่างไรก็ตาม ประเด็นท้าทายที่มีต่อการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุม โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการกดดันในการสลายการชุมนุมในหลายรูปแบบที่ผ่านมา ยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สังคมกำลังจะต้องเผชิญ และผมคิดว่าข้ออ้างของศาลที่จะหนีไปจากภาระรับผิดชอบในเรื่องการพิจารณาคดีนั้นน่าจะถูกท้าทายและถูกบีบให้เกิดความรับผิดชอบของศาลในการพิจารณาคดีมากขึ้น

 ประเด็นนี้อาจจะไม่ได้ใช้ศัพท์แสงอะไรทางกฎหมาย แต่จะชี้ให้เห็นง่ายๆ ว่า ในปัจจุบัน ศาลนั้นไม่ได้มีหน้าที่แค่พิจารณาคดี แต่มีกิจกรรมใหม่คือการพิจารณาและแถลงว่าเรื่องไหนไม่อยู่ในอำนาจศาล ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคดี เพียงแต่ว่าศาลไม่เกี่ยวข้อง ส่วนจะไปหาศาลอื่นยังไงก็เป็นเรื่องของผู้ร้อง

 เรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ นักกฎหมายที่มีความคิดที่ก้าวหน้า คงจะต้องวางกฎเกณฑ์และท้าทายระบบกระบวนการยุติธรรมกันว่า ศาลจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับคดีความโดยเฉพาะกับคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับการสลายการชุมนุมได้แค่ไหน

 ท่ามกลางท่าทีที่ผ่านๆ มา ที่ศาลใช้วิธีอธิบายว่า รัฐนั้นทำกิจการหลายเรื่องได้ตราบใดที่รัฐนั้นออกกฎหมายพิเศษต่างๆ ออกมา อาทิ กฎหมายเพื่อความมั่นคงภายใน และกฎหมายภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน

 ทั้งนี้เพราะการใช้ท่าทีดังกล่าวของศาลนั้นจะนำไปสู่การย้อนกลับไปพิจารณาว่า ท่าทีเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากท่าทีที่มีต่อรัฐประหารของศาลว่า รัฐประหารเป็นสิ่งที่ศาลนั้นไม่รับพิจารณา

 ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ประเด็นพื้นฐานอยู่ที่ความกล้าหาญของศาลมิใช่น้อย เพราะคำพิพากษาเก่าๆ นั้น ไม่จำเป็นเสมอไปที่ศาลจะต้องนำมาอ้างเสมอไป ศาลอาจจะพิจารณาคดีความต่างๆ บนการตีความกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องตีความบนการนำเอาคำพิพากษาเก่ามาอ้าง เพื่อให้รอดไปจากภาระรับผิดชอบที่ตนต้องมีกับสังคม

 ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า ศาลย่อมจะต้องพิจารณาคดีไม่ใช่บนเรื่องของการอ้างอิงตัวบทกฎหมาย และคำพิพากษาเก่า แต่คงจะต้องพิจารณาคดีผ่านการตีความเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทั้งในความหมายที่กว้างและแคบ

 ในแง่ที่ว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบท แต่หมายถึงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอย่างน้อยวิธีการแบ่งรัฐธรรมนูญก็แบ่งได้อย่างคร่าวๆ ว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ในขณะที่รัฐธรรมนูญในความหมายที่กว้างกว่านั้นก็คือ รัฐธรรมนูญคือระบบชีวิตและวิญญาณของการเมืองในสังคมหนึ่งๆ ที่การตัดสินคดีความของศาลนั้นย่อมกระทบต่อชีวิตและจิตวิญญาณของสังคมอย่างรุนแรงเช่นกัน

 ประเด็นท้าทายก็คือ ถ้าศาลจะอธิบายทุกเรื่องว่าสิ่งที่รัฐบาลกระทำในช่วงที่มีการออกกฎหมายฉุกเฉินนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะเป็นการอธิบายถึงเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อยกเลิกกฎหมาย และทำให้องค์กรที่ออกกฎหมายนั้นสามารถออกกฎหมายพิเศษที่ไม่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ ศาลก็คงต้องเจอคำถามที่ว่า ในท้ายที่สุดสังคมจะหันไปพึ่งองค์กรและการกระทำใดที่จะผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมในสภาวะที่รัฐบาลปกครองประเทศด้วยข้อยกเว้น และศาลก็อยู่ในสังคมด้วยการรองรับข้อยกเว้นเหล่านั้น