
กรณีศึกษา
สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตำรวจเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องหันมาทบทวนยุทธวิธีและให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมยุทธวิธีอย่างสม่ำเสมอ
หนึ่ง คือ เรื่องที่ตำรวจราชบุรีจับกุมพ่อค้ายาเสพติด แล้วพลาดท่าถูกยิงสวนดับ 2 ราย กับอีกหนึ่งเรื่องตำรวจถูกยิงถล่มเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง
เรื่องแรกนั้นใครเห็นภาพเหตุการณ์ก็ต้องว่าตำรวจประมาทเกินไป การจับกุมผู้ค้ายาเสพติดที่มีประวัติโชกโชนต้องรัดกุมกว่านี้
การเดินดุ่มเข้าไปเคาะกระจกรถเปิดโอกาสให้คนร้ายฉวยจังหวะยิงสวนเข้าหน้าอก ส่วนอีกรายที่เดินอ้อมหน้ารถไปก็ถูกยิงในลักษณะเดียวกัน
ไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสียขึ้น
ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเจ้าหน้าที่ต้องคำนึงถึงชีวิตเป็นสำคัญ และความระมัดระวังนั้นสามารถทำให้เคยชินได้ด้วยการฝึกทบทวนยุทธวิธีอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้กฎหมายไทยจะไม่เปิดโอกาสให้ตำรวจใช้ปืนก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ปฏิบัติสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากมีแผนการเผชิญหน้าที่รัดกุม
นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องเสื้อเกราะกันกระสุน ที่ผมเองเคยพูดถึงในคอลัมน์นี้บ่อยยิ่งกว่าบ่อย
รอยกระสุนที่เข้ากลางหน้าอกบ่งบอกได้ว่า ถ้าวันนั้นตำรวจทั้งสองนายสวมเสื้อเกราะเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น
ส่วนเรื่องที่ตำรวจถูกยิงถล่มนั้น แม้จะป้องกันยาก แต่หากมีมาตรการปฏิบัติที่รัดกุม มากกว่าการเป็นเป้าให้โจมตี ก็ช่วยหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้
สังคมแห่งความขัดแย้งอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมานักต่อนักแล้ว ทั้งการกราดยิงเจ้าหน้าที่ทหารหน้าพรรคการเมืองไทย หรือตามจุดตรวจต่างๆ
ปรากฏการณ์เหล่านี้น่าจะทำให้ สตช.ตระหนักถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเหตุร้ายตามลำพังและตามยถากรรม
จึงอยากจะฝากทั้งสองเรื่องให้ สตช.จัดสรรงบประมาณซื้ออุปกรณ์ป้องกันอย่างเช่นเสื้อเกราะกันกระสุนให้มีใช้ครบทุกคน หรืออย่างน้อยเพียงพอสำหรับผู้ปฏิบัติ
แล้วสิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือการจัดงบสำหรับการฝึกทบทวนด้านยุทธวิธีอย่างสม่ำเสมอด้วย
เพราะตำรวจบางนายตั้งแต่เรียนจบมาบางคนยังไม่เคยชักปืนออกจากซองเอวเลยด้วยซ้ำ ?!!



