
ศาลฎีกาเลือกองค์คณะคดี"ทักษิณ"ยื่นบัญชีเท็จแล้ว
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เลือก 3 ปธ.แผนกคดีในศาลฎีกา 5 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา และผู้พิพากษาฎีกา เป็นองค์คณะคดี ป.ป.ช. ฟ้อง ทักษิณ อดีตนนายก ฯ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ หลังโดนคดียึดทรัพย์ ขณะที่ศาลฎีกานักการเมือง นัดฟังคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ เช้า 23 ม
(12พ.ค.) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้ลงมติเลือกผู้พิพากษา 9 คน เป็นองค์คณะพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อม.3/2553 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ต้องคำพิพากษาคดีซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกและคดียึดทรัพย์จำนวน 46,373 ล้านบาทเศษตกเป็นของแผ่นดิน ฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองหรือคู่สมรส หรือบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ม.263 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ( ป.ป.ช. ) พ.ศ.2542 ม.119
โดยที่ประชุมลงมติ เลือกนายฐานันท์ วรรณโกวิท ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา , นายอร่าม เสนามนตรี ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา , นายสุทัศน์ ศรีมหาพฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา , นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา , นายชินวิทย์ จินดาแต้มแก้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา , นายกรองเกียรติ คมสัน ผู้พิพากษาศาลฎีกา , นายสมศักดิ์ ตันติภิรมย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา , นายณรงค์พล ทองจีน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นองค์คณะพิจารณาคดีดังกล่าว
ทั้งนี้องค์คณะทั้ง 9 คน จะได้ประชุมภายในเพื่อเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหรือไม่วันที่ 23 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายฐานันท์ วรรณโกวิท ประธานแผนกคดีอาญา ฯ นั้น ก่อนนี้ยังได้รับเลือกเป็น 1 ใน 5 องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวด้วย ขณะที่คดียื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จนั้น สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 ก.พ.53 ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเสียงข้างมากให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว 5 คน จำนวน 46,373.68 ล้านบาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากขณะดำรงตำแหน่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นการทับซ้อนระหว่างประโยชน์ส่วนรวม และส่วนตัว



