
ศาลรธน.ชี้กษิตไม่สิ้นสุดการเป็นรมต.
ศาล รธน.ยังให้ กษิต เป็นรมต.ต่อ ชี้ทำหนังสือถึงนายกฯเป็นหน้าที่เสนอแนะแนวทางปฏิบัติปัญหาความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ด้าน "เรืองไกร" ยอมรับคำตัดสิน
(12พ.ค.) ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เวลา 11.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดยนาย ชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย กรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. และพวก ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268และ266 (1) หรือไม่ เนื่องจากมีหนังสือลับมากด่วนที่สุดที่ กต.1303/2355 ลงวันที่ 16 พ.ย.52 ถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยมีเนื้อหาข้อ 2.4 ขอให้เร่งพิจารณาคดีของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังคั่งค้างอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวก่ายการพิจารณาคดีที่เป็นอำนาจของข้าราชการตุลาการ
โดยนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับมอบหมายอ่านคำวินิจฉัยระบุว่า มาตรา 266(1) และ268 ห้ามมิให้ใช้ตำแหน่งก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการ ของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อประโยชน์ของตนเองผู้อื่นหรือพรรคการเมือง ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม เพื่อเป็นหลักประกันให้กับข้าราชการทำหน้าที่เป็นกลางทางการเมือง ไม่ต้องกลัวการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แต่ทั้งนี้ก็ได้ยกเว้นให้กับการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายบริหารประเทศให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ให้ถือไม่เป็นการก้าวก่าย นอกจากนี้ให้ยกเว้นในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจเอาไว้
ซึ่งการดำเนินการของนายกษิต ที่ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ทำตามอำนาจของกระทรวงการต่างประเทศตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 15 โดยภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ ที่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์และเสนอแนะต่อรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับไทย ดังนั้นการทำตามกฎหมายและดำเนินการภายใต้บทบัญญัติย่อมมิเป็นการก้าวก่าย ในเนื้อหาหรือการพิจารณาคดีของศาลให้ผิดไปจากกระบวนการของศาลได้ นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ ยังระบุให้การพิจารณาคดี เป็นดุลยพินิจโดยอิสระของตุลาการด้วย
“ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องมิได้มีลักษณะในการ ก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ ของข้าราชการและไม่มีเค้ามูลว่าเป็นประโยชน์ของผู้ถูกร้อง และผู้อื่นหรือพรรคการเมือง เพราะการเร่งรัดคดีเป็นหนึ่งในหลายแนวทางที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่เสนอแนะหาใช่เป็นการก้าวก่าย ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกษิต ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ”
ด้านนายเรืองไกร กล่าวว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้จะได้เป็นบรรทัดฐานของรัฐบาล ว่าสามารถทำอะไรได้อย่างไร คำตัดสินของศาลถือว่าเด็ดขาด และมีความชัดเจน ซึ่งนายกษิตก็ได้รับความเป็นธรรมในการทำหน้าที่ ทั้งนี้ตนและเพื่อนสมาชิกก็ต้องยอมรับกับคำตัดสินในครั้งนี้



