ข่าว

ศอฉ.ลั่น'ตัดน้ำ-ไฟ'ม็อบแดงเที่ยงคืนนี้

ศอฉ.ลั่น'ตัดน้ำ-ไฟ'ม็อบแดงเที่ยงคืนนี้

12 พ.ค. 2553

ศอฉ.ประกาศใช้มาตรการกดดันเต็มรูปแบบเที่ยงคืนนี้ “ตัดน้ำ-ไฟ-การสื่อสาร-เดินทาง-น้ำดื่ม” บ่ายนี้ หลังนายกฯทอดสะพานปรองดองเต็มที่แล้ว "พงศ์เทพ"เสนอหาคนกลางในตปท.เจรจาแนวทางปรองดอง

(12พ.ค.) เวลา 11.00 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)แถลงข่าวภายหลังการประ ชุม ศอฉ. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการติดตามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงพบว่ามียอดผู้ชุมนุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ประมาณ 5,000 คน ทั้งนี้อยากเรียนให้ทราบที่เป็นเรื่องสำคัญ คือ ตลอดระยะเวลาที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ร่วมชุมนุมในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งศอฉ. ได้ปฏิบัติงานควบคู่กับรัฐบาลมาโดยตลอด พยายามทำทุกวิถีที่จะนำความสงบกลับมาสู่บ้านเมืองด้วยวิธีการในลักษณะของการไม่ใช้กำลังเกินความจำเป็น มีการขอคืนพื้นที่บางส่วน มีการบังคับใช้กฎหมายจากขั้นเบาไปหาหนัก และได้เรียนชี้แจงกับผู้ชุมนุม และประชาชน ทราบตลอดเวลาว่าการชุมนุมของท่านเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย รธน.ไม่คุ้มครอง

 เนื่องจากเป็นการชุมนุมทำให้เดือดร้อนกับประชาชนโดยทั่วไป ทำให้เจ้าหน้าที่ส่วนราชการต่าง ๆ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลำบาก มีการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อยู่ตลอด และที่สำคัญคือมีกลุ่มก่อการร้าย มีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวปะปนอยู่ในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พื้นที่ที่ราชประสงค์ ในขณะนี้เป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ศอฉ.ได้เรียนให้ประชาชนทราบมาโดยตลอด และนายกรัฐมนตรีก็ได้ประกาศแผนปรองดอง 5 ประการ ซึ่งขั้นต้นได้รับการตอบรับจากแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุม ถือเป็นสัญญาณที่ดีในระยะแรกทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความสบายใจ แต่ในที่สุดวันนี้สังคมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามตั้งเงื่อนไขรายวัน บิดพลิ้วเรื่องต่าง ๆ เพียงเพื่อประวิงเวลาออกไป แม้ว่าส่วนต่าง ๆ ของ ศอฉ. แม้กระทั่งรองนายกรัฐมนตรีได้ไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้วก็ตาม

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า แกนนำนปช. ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับการดำเนินการใด ฉะนั้นขั้นตอนต่อไปเมื่อเช้าได้ประชุมสรุปว่าเราจำเป็นจะต้องใช้มาตรการกดดันพื้นที่การชุมนุมอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วิธีการไม่ใช่กำลังก่อน ด้วยการกำหนดที่จะมีการตัดน้ำ ตัดไฟ สาธารณูปโภค โทรศัพท์ การเดินทางในลักษณะของการใช้การบริการสาธารณะ รถเมล์ รถไฟฟ้า เส้นทางทางน้ำคลองแสนแสบในบริเวณพื้นที่ชุมนุมทั้งหมด มีการปิดเส้นทางการเข้าออก เส้นทางการส่งกำลังบำรุงให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุม หรือพื้นที่ใกล้เคียงอาจจะได้รับผลกระทบ

 อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ตั้งด่านอยู่ในพื้นที่การชุมนุมจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการผ่านเข้าออกอาจจะต้องมีการทำเอกสารเป็นรายบุคคล แต่มาตรการต่างๆที่ได้เรียนไปให้ทราบคงจะเริ่มให้เร็วที่สุด คือ ตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้เป็นต้นไป โดยจะเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการที่กำหนดมาหารือในรายละเอียดว่า มีประเด็นในรายละเอียดข้ออะไรบ้าง คงจะมีการหารือกันในวันนี้ ทั้งนี้ต้องเรียนถึงประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในบริเวณพื้นที่ที่พักอาศัยอยู่ แม้กระทั่งทูตานุทูตต่าง ๆ ที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมนุม หรือบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ก็อาจจะต้องประสบปัญหาเรื่องความไม่สะดวกไม่สบายในการใช้ชีวิตประจำวันทาง ศอฉ.ต้องขออภัยมาที่นี้ ทันทีที่คลี่คลายสถานการณ์ได้ทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่ปกติ การชี้แจงข้อมูลในรายละเอียดที่ชี้แจงไปแล้วจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมนุม หรือพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งใบปลิว หรือ เอสเอ็มเอส ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือผ่านทางเครื่องกระจายเสียง ทางวิทยุ โทรทัศน์

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่าอีกว่า ในเวลา 13.00 น. วันนี้จะมีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด ประมาณ 38-39 จังหวัด มาชี้แจงทำความเข้าใจถึงแนวทางในการปฏิบัติเมื่อมีการกดดันพื้นที่การชุมนุมในพื้นที่บริเวณราชประสงค์ อาจจะมีผลกระทบในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ โดยมีนายสุเทพ เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ประเด็นต่าง ๆ อาจจะประกอบไปด้วยการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อไม่ต้องการให้มีการเดินทางมาชุมนุม มาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ หากมีการกดดันพื้นที่ราชประสงค์ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ได้เริ่มต้นบังคับใช้กฎหมาย และกดดันพื้นที่การชุมนุมอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้เป็นความพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะหลีกเลี่ยงการใช้กำลังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย ฉะนั้นมาตรการในขั้นตอนเรื่องของการตัดการส่งกำลังปิดเส้นทางการเข้าแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือจำกัดสาธารณูปโภคเป็นขั้นเริ่มต้นของการบังคับใช้กฎหมายแบบเต็มรูปแบบ ทั้งนี้มั่นใจว่า ศอฉ.จะสามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ส่วนมาตรการที่จะมีต่อไปหลังจากนี้ยังไม่อยากเรียนให้ทราบ

 เมื่อถามว่า ศอฉ.ใช้มาตรการเต็มรูปแบบ แต่อาวุธที่กองทัพยังไม่ได้คืนมา ทาง ศอฉ.มีทางออกเรื่องนี้อย่างไร พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ได้ติดต่อประสานกับ นปช.แล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจต้องติดตามนำอาวุธเหล่านั้นมาคืนตามกระบวนการที่กองทัพได้แจ้งความเอาไว้ ส่วนการปฏิบัติภารกิจในลักษณะของการกดดันพื้นที่การชุมนุมขั้นต่อไป ซึ่งจะต้องมีการใช้กำลังนั้น ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ทีเกี่ยวข้องได้ประเมินสถานการณ์ และกำหนดมติฐานต่าง ๆ ต่อการที่กลุ่มก่อการร้ายที่จะนำอาวุธเหล่านั้นมาใช้เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดอาณาบริเวณในการดูแลรักษาความปลอดภัยจะต้องมีการประชุมหารืออีกครั้ง ในแต่ละแบบ เช่นในพื้นที่เส้นทางทางน้ำในคลองแสนแสบ จะต้องปิดตั้งแต่ท่าสุขุมวิท 15 เป็นต้นไป จนถึงท่าบ้านครัวเหนือ หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้า จะต้องปิดตั้งแต่สถานีสยามไปจนถึงสถานีเพลินจิต ราชดำริ ชิดลม แต่ทางรถไฟฟ้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ จะต้องปิดทั้งเส้นก็คงจะต้องเป็นลักษณะแบบนั้น

 เมื่อถามว่า มาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ บรรดาธุรกิจรอบ ๆ บริเวณราชประสงค์จะได้รับผลกระทบ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า แน่นอนครับ ต้องได้รับผลกระทบ แต่ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด และเชื่อมั่นว่าประชาชนในพื้นที่ได้เข้าใจถึงความจำเป็นจะต้องทำแบบนั้น ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการเสียเลือดเสียเนื้อของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นจุดสุดท้าย ถ้ามาตรการที่ได้ดำเนินการพยายามป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินอย่างที่สุดแล้ว ไม่เป็นผลก็คงจะต้องมีมาตรการที่เข้มข้นไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ได้ติดต่อกับบรรดาภาคธุรกิจในบริเวณดังกล่าว และวันนี้ก็จะชี้แจงทำความเข้าใจเพิ่มเติม ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวคงตอบไม่ได้ แต่ขณะนี้สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดเวลาไว้คือ กลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องยุติการชุมนุมแบบไม่มีเงื่อนไขภายในวันนี้ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะใช้นานถึงแค่ไหนก็จะดูผลที่เกิดขึ้นแต่คงไม่เนิ่นนานเพราะมีขีดจำกัดในเรื่องการเปิดเทอมของเด็กนักเรียนซึ่งมีผลต่อความปลอดภัยของเยาวชนของชาติอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่ไม่มีที่พักสำรองที่อื่น แต่การดำเนินการคงไม่ถึงขั้นอพยพ

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในส่วนกระทรวงต่างประเทศได้ชี้แจงสถานทูต สำนักข่าวต่างประเทศเรียบร้อย ในบริเวณชุมนุมส่วนของกองทัพได้ชี้แจงผ่าน ผช.ทูตทหาร ทั้งนี้ กองทัพพร้อมที่จะใช้กำลังทหารในการขอพื้นที่คืน มาตรการในการกดดันหลังเที่ยงคืนของคืนนี้ นายกฯได้ขีดเส้นใต้เอาไว้ว่าต้องยุติการชุมนุมภายในวันนี้ ในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ทอดสะพาน เพื่อความปรองดองอย่างที่สุด แต่สิ่งต่างๆที่แกนนำได้เปิดออกมาเป็นเงื่อนไขรายวันการมอบตัวดีเอสไอ การรับทราบข้อกล่าวหากับดีเอสไอ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาระบุต้องไปมอบตัวกองปราบ สาเหตุ ดีเอสไอเป็นกรรมการในศอฉ. จึงอยากถามว่า ผบ.ตร.ไม่ได้เป็นกรรรมการ ศอฉ.หรือ เป็นสิ่งที่คนรับทราบอยู่แล้ว เป็นเพียงเงื่อนไข ส่วนเรื่องการขอเปิดพีทีวี นายกรัฐมนตรีได้กำหนดในรายละเอียดความปรองดองว่า หากแผนปรองดองดำเนินไปทุกสิ่งต้องลงในรายละเอียดว่า สถานีโทรทัศน์ทั้งหลายต้องอยู่ในกรอบ ไม่ปลุกระดม ปลุกปั่นให้ประเทศเกิดความแตกแยก ไม่จาบจวบสถาบัน ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถ้าเป็นแบบนี้ไม่มีปัญหา แต่หากให้คืนพีทีวี ในตอนนี้ทุกคนรับทราบว่ามีการโจมตี กล่าวร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง คงเป็นไปไม่ได้ เป็นเงื่อนไขรายวัน เรารอไม่ได้อีกแล้ว

 เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ทุกอย่างจะสงบภายในสัปดาห์นี้ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ต้องสงบ แต่เวลากำหนดไม่ได้ เวลาเปิดเทอมของนักเรียนใกล้เข้ามา นายกรัฐมนตรีขีดเวลาที่ชัดเจนวันนี้สุดท้ายที่ต้องยุติการชุมนุม โดยไม่มีเงื่อนไข ในส่วนที่มีการเชิญผู้ว่าราชการ 39 จังหวัดมาหารือ เป็นรายงานข้อมูลข่าวสารว่ามีการเคลื่อนไหวเวทีคู่ขนาน ถึงแม้ผู้เคลื่อนไหวจะไม่มากต้องป้องกันไหวก่อน ถึงจะต้องคุยกับผู้ว่าน่าเป็นสิ่งที่ดี โดยผู้ว่าที่เชิญมาเป็น ภาคอีสานตอนเหนือ ภาคกลางบางส่วน

 เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ การตัดน้ำตัดไฟ จะทำให้หันมาทำลายตึกแถวนั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะแกนนำ ว่ายิ่งทำความเสียหายมากหลังจากจบการชุมนุมคดีต่างๆก็จะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การยุติการชุมนุมแบบผู้ชุมนุมยุติเองจะมีภาพอีกอย่าง แต่หากเจ้าหน้าที่รัฐยุติโดยใช้วิธีการบังคับจะเป็นอีกแบบ ทั้งนี้ ที่ประชุม ศอฉ.พูดถึงเงื่อนไขที่ผู้ชุมนุมกำหนดเป็นแค่การต่อรอง เช่น เรื่องประกันตัว คดีความ โดยรัฐบาลยืนยันมาตลอดไม่มีการต่อรองในเรื่องพวกนี้ เพราะเป็นเรื่องของศาล โดยกลุ่มเสื้อแดงเคยบอกว่าไม่ต้องการให้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม วันนี้เป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าเข้าพยายามบีบให้รัฐเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐก็บอกว่าไม่ได้

 เมื่อถามว่า  จะทำให้เสร็จก่อนวันที่ 17 พ.ค.นี้ ก่อนเปิดเทอมใช่หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มีความชัดเจนในระดับหนึ่งเพราะนายกฯเป็นผู้กำหนด การเปิดเทอมของนักเรียน ไม่เช่นนั้นปัญหาจะขยายลุกลามไปเรื่อย

 เมื่อถามว่า ศอฉ.มีการคาดการณ์ไว้หากปล่อยให้ชุมนุมจนถึงเปิดเรียน อาจมีการจับนักเรียนเป็นตัวประกัน พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถคิดได้ ศอฉ.ก็คิดถึงเรื่องนี้ เพราะความปลอดภัยนักเรียนเป็นเรื่องใหญ่

ด้านนายสมชาย ศรีนิเวศน์ ประธานสหภาพรัฐวิสาหกิจการประปานครหลวง หรือ สร.กปน.ปฏิเสธที่จะตอบว่า ได้รับมอบจากภาครัฐให้ดำเนินการตัดน้ำหรือไม่ ขณะที่นายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพการไฟฟ้านครหลวง หรือ สร.กฟน. อยู่ระหว่างการประชุมซึ่งรายงานข่าวระบุว่า มีการหารือเรื่องมาตรการตัดไฟฟ้าในที่ประชุมด้วย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศอฉ. กล่าวถึงการประชุมศอฉ. เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ว่า ในส่วนของการเจรจาในช่วงเย็นของวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา มีข้อยุติที่ชัดเจนและมีการพูดคุยครบทุกประเด็นแล้วว่าจะมีการปฏิบัติอย่างไร แต่ในส่วนของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ดูเหมือนจะมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงทำให้เกิดกรณียืดเยื้อ สำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าฝ่ายรัฐบาลได้เปิดโอกาสให้มีการเจรจา และพูดคุยในเงื่อนไขต่างๆจนครบถ้วนแล้ว ถ้าล่าช้าจะเกิดความเสียหาย ดังนั้น สิ่งที่เหลือเป็นเรื่องของความมั่นคงที่ต้องไปดำเนินการ และมีมาตรการในการกดดันกลุ่มผู้ชุมนุม

 “ ยังคิดว่าภายในไม่เกินครึ่งวันนี้ ควรที่จะข่าวดีให้กับคนไทย วันนี้ในส่วนของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายแกนนำได้พูดคุยกันตรงทุกประเด็นแล้ว จึงไม่ควรเกินเที่ยงนี้ ควรจะมีข่าวที่เป็นสัญญาณดีของการเลิกการชุมนุม ซึ่งถ้ากลุ่มผู้ชนุมนุมเห็นแก่ประเทศชาติ เห็นแก่ชาวบ้านที่มาชุมนุม และมีความเป็นเอกภาพในแกนนำ โดยไม่ประสงค์ที่จะให้เกิดความรุนแรง ทุกอย่างก็น่าจะเรียบร้อย โดยเป็นการเดินตามแผนปรองดองที่จะมีการประกาศในเรื่องของการยุติการชุมนุม ซึ่งรัฐก็รอสัญญาณอยู่ ” นายสาทิตย์ กล่าว

 เมื่อถามว่าแผนโรดแม็ปจะถูกยกเลิกโดยปริยายใช่หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกแยะออกจากกัน โดยเรื่องการปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปประเทศไทย และการปกป้องสถาบันนั้น ยังคงดำเนินการต่อ ส่วนกระบวนการเริ่มการยุบสภาเป็นเรื่องที่ต้องดูเงื่อนไขว่าถ้าไม่มีการสลายการชุมนุมโดยฝ่ายผู้ชุมนุมเอง ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนเมหือนกัน ถือว่าอยู่นอกเงื่อนไขแล้ว ขณะนี้สิ่งที่เราดูคือภายในเที่ยงวันนี้ จะมีปฏิกิริยาที่เป็นข่าวดีให้กับคนไทยโดยกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ เพระดูเหมือนว่าทุกอย่างได้พูดคุยจบสิ้นหมดแล้ว ถ้าแกนนำมีความเป็นเอกภาพและเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง ทุกอย่างก็จบได้ ในส่วนของรัฐบาล ก็ไม่อยากจะสร้างความขัดแย้งต่อไป และขอปฏิเสธว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้อยากเห็นความรุนแรง หรือกระหายเลือด เพียงแต่นายกฯต้องการให้เด็กได้ไปโรงเรียน ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่มีบางส่วนในกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมที่กระหายเลือด อยากเห็นความรุนแรงเพื่อสร้างเป็นเงื่อนไขทางการเมือง รัฐบาลจึงเห็นว่ากระบวนการเจรจาได้ทำมาอย่างครบถ้วนแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้ซึ่งไม่ควรเกินเที่ยง ก็ควรมีคำตอบที่ชัดเจน มาตรการการกดดันก็ต้องเดินหน้าต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าหลังเที่ยงแล้วไม่มีคำตอบ จะมีมาตรการอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า มาตรการด้านความมั่นคงต้องเดินต่อ ซึ่งมีหลายขั้นตอน รวมทั้งมีมาตรการในการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนจะทำอะไรแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคงที่จะดำเนินการ

 ต่อข้อถามว่าถ้ามีการเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ รัฐมีมาตรการในการดูแลประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุมอย่างไร กรรมการ ศอฉ กล่าวว่า ทาง ศอฉ.มีหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อให้สถานการ์การชุมนุมยุติ ขณะนี้มีแผนที่เป็นขั้นตอนอยู่แล้ว โดยทุกขั้นตอนจะคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน แต่ถ้าจำเป็นจริงๆที่ต้องดำเนินการ ก็อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนบ้าง แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ มิฉะนั้นความเดือดร้อนที่ใหญ่กว่าอาจส่งผลกระทบระยะยาว แต่ ศอฉ.เตรียมแผนการไว้อย่างดีแล้ว โดยประสานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

"พงศ์เทพ"เสนอหาคนกลางในตปท.เจรจาแนวทางปรองดอง 

 เมื่อเวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดเสวนา "ร่วมปฏิรูปประเทศไทย" ในหัวข้อถกแผนปรองดอง โดยมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายชัยวัฒน์ ถิระพันธุ ประธานสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ร่วมเป็นวิทยากร

 นายอภิรักษ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา โดยประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ และยืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ก็รอเพียงกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมเข้าสู่แผนปรองดอง แต่ที่สำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้นต้องมองที่ต้นเหตุของปัญหา และมองถึงอนาคตของประเทศไทยเป็นหลัก เพราะทุกวันนี้ตนเชื่อว่าการดำเนินชีวิตของประชาชนไม่ได้เป็นไปโดยปกติ ปัญหาความขัดแย้งเวลานี้บานปลายไปถึงคนในครอบครัว ที่ทำงานและเพื่อนฝูง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตนจึงคิดว่าการนำเสนอแผนปรองดองแห่งชาติของรัฐบาลจะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติได้

 นายพงศ์เทพ กล่าวว่า แผนปรองดองแห่งชาติที่รัฐบาลเสนอมานั้น หากใคร่ครวญระยะเวลาจากวันนี้ไปถึงเดือน ก.ย.เหลือเวลาอีก 4 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งการที่รัฐบาลจะทำให้แผนปรองดองทั้ง 5 ข้อ เสร็จสิ้นไม่สามารถเป็นไปได้เลย เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เรื้อรังยาวนาน แต่ตนเชื่อว่าหลาย ๆ ปัญหาคงจะมาแก้ได้อย่างจริงจังหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เพราะมีเวลาและมีสถานะที่มาจากการเลือกตั้ง

 อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าในขณะนี้ ซึ่งอยู่ในอำนาจของรัฐบาลคือทำอย่างไรไม่ให้เกิดการปะทะกัน เพื่อไม่ให้เสียเลือดเนื้อกันขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรใคร่ครวญให้ดี เพราะไม่มีใครอยากเห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับวันที่ 10 เม.ย. ที่มีทั้งทหารและประชาชนเสียชีวิตล้มตายไปจำนวนมาก ทั้งนี้ส่วนตัวยังเห็นว่าการเจรจากันระหว่าง 2 ฝ่าย จะเป็นทางออกที่ทำให้ปัญหายุติได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญผู้ที่เจรจาจะต้องไม่คิดถึงการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง จึงจะทำให้ปัญหาการเผชิญหน้าและสิ่งที่กลัวว่าจะเกิดขึ้นจะยุติลงไปได้

  ก่อนที่จะก้าวไปสู่กระบวนการปรองดองตนเห็นว่าควรมีเวทีที่ให้คู่ขัดแย้งหลักได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยต้องมีคนเป็นกลางที่เชื่อถือได้มาร่วม แต่ปัญหาขณะนี้เราต้องยอมรับว่าในสังคมไทยจะหาคนที่เป็นกลางอย่างแท้จริงค่อนข้างยาก แม้กระทั่งในวงนักวิชาการ ศาล ที่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีคนแคลงใจในความเป็นกลาง สื่อสารมวลชน ซึ่งบางแห่งมีจุดยืนในการเลือกข้างอย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้เชื่อว่ายังมีช่องทางอยู่โดยให้คนจากต่างประเทศที่ห่างไกลจากเรื่องราว แต่มีประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยมาร่วมในเวทีที่ว่านี้ เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่ใช้วิธีนี้เหมือนกัน เพราะวิธีดังกล่าวจะทำให้คู่กรณีพูดจากันด้วยเหตุผลมากขึ้น และจะสามารถหาข้อสรุปได้

  นอกจากนี้ตนยังเห็นด้วยกับโรดแม็พ ในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ที่อยากฝากว่าคณะกรรมการจะต้องเป็นคนที่สังคมทุกฝ่ายให้การยอมรับ และนอกจากการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วยังมีอีกส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ตำรวจ อัยการ หรือองค์กรอิสระที่ทำงานในการตรวจสอบต่างๆ ให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและเชื่อถือได้

 "ผมยังมีความเชื่อว่ารัฐบาลใหม่ที่จะได้มาปลายปีนี้ภายใต้การเลือกตั้ง ภายใต้การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ต้องสำนึกในความรับผิดชอบต่อประเทศ และผมอยากขอให้ท่านทำความดีให้ประเทศสักครั้ง กกต.ควรจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง อย่าไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งสิ้น ขณะที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ขอให้ใช้วิธีการต่างๆ ที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย วิธีการใต้ดินที่จะทำให้ตนเองชนะการเลือกตั้งก็พยายามอย่าใช้วิธีการเหล่านั้นเลย" นายพงศ์เทพ กล่าว

 ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยโดยเฉพาะความขัดแย้งที่สีเสื้อ ต่างจากความขัดแย้งที่ผิวสี เพราะเสื้อถอดได้แต่ผิวสีถอดไม่ได้ ซึ่งในหลายประเทศความขัดแย้งในระดับผิวสีในที่สุดก็สามารถคลี่คลายไปได้ด้วยการมาพูดคุยกันทั้งนั้น เพราะไม่มีความขัดแย้งอะไรในโลกที่จะทำให้มีการฆ่ากันไปจนสิ้นสุด ซึ่งในส่วนของประเทศไทยควรที่จะมานั่งคุยกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

 ทั้งนี้ตนมองว่าวันที่นายกฯประกาศแผนปรองดองทำให้คนทั้งประเทศมีความรู้สึกที่ดีและขึ้นไปกับแผนนั้น แต่ตามตำราแล้วเวลาที่มีอะไรขึ้นมามากมักจะมีอันตรายตามมาเสมอ เพราะสังคมมีความคาดหวัง หากไม่ได้รับการตอบสนองก็จะมีความคับข้องใจจนอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงและก้าวร้าวในที่สุด ดังนั้นแผนปรองดองผลเฉพาะหน้าของมันจึงเป็นแบบ 2-3 วันที่ผ่านมา ที่นายกฯเองก็มีความอึดอัดต่อกระแสเชียร์ของบางฝ่ายที่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก

 ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อนึกถึงแผนปรองดองตนคิดถึงคำอยู่ 5 คำ ซึ่งเป็นคำกริยาที่ใช้สำหรับแผนปรองดอง ได้แก่ 1."ยก" คือการเทิด หรือยกสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมือง 2. "เปลี่ยน" คือการเปลี่ยนความอยุติธรรมที่มีอยู่ใระดับโครงสร้าง 3. "ตรวจ" คือการเลือกคนที่จะเข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 4."ล้าง" คือการปฏิรูปสื่อ ไม่ให้มีการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และ 5."การจัด" คือการจัดการเลือกตั้งหากจะมีการเลือกตั้งในปลายปีนี้ ซึ่งโจทย์สำคัญคือการทำอย่างไรให้ไม่มีความรุนแรงในการเลือกตั้ง และให้มีความปลอดภัย และถึงเวลาหรือยังที่จะจัดการกับอาวุธเถื่อนที่เกลื่อนกลาดอยู่ในสังคมไทย ดังนั้นการควบคุมอาวุธที่ดีที่สุดคือการปฏิรูปการเมือง การจัดการกับซุ้มมือปืน ทหารนอกแถว
 
 ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ทางออกสำหรับแผนปรองดองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เวลานี้ทางออกสำคัญคือแต่ละคนที่เกี่ยวข้องจะต้องไม่คิดถึงตัวละครทางการเมือง แต่ควรคิดถึงเมืองเป็นหลัก ขณะนี้ความขัดแย้งในสังคมไทยได้ขโมยของสำคัญในสังคมไทยไป 2 อย่าง คือ กลไกสถาบัน ที่ทุกวันนี้ถูกกร่อนเซาะลงหมด เป็นปัญหาของความขัดแย้งที่ลากยาวมากนานแสนนาน และการคิดถึงเบื้องหลังมากเกินไป โดยเฉพาะคิดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังของนายกฯ และเบื้องหลังของ นปช. แต่ความจริงควรคิดถึงตัวตนของแต่ละคนมากกว่า

 "อยากชวนให้คิดเวลาความขัดแย้งเกิดขึ้น เราก็ไปมอง นายกฯ จตุพร ณัฐวุฒิ คนบ้านเลขที่ 111 พรรค พท. ปชป. คิดถึงเบื้องหลังกัน แต่จริงแล้วเบื้องหลังของเราเองคือตัวเอง ศีลธรรมของเรา ซึ่งจะตัดสินใจปัญหาในฐานะที่เป็นตัวเรา หมายความว่าหากใครทำอะไรลงไป ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายจะทำอย่างไร จะต้องแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการที่นายกฯ ถูกบีบให้สลายการชุมนุม หรือการที่คนเสื้อแดงมีอาวุธในครอบครอง หากวันหนึ่งนายกฯ ออกไปหาเสียงแล้วถูกกล่าวหาว่ามือเปื้อนเลือด หรือ นปช.ถูกกล่าวหานำคนไปตาย สิ่งนี้คือทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบหรือไม่" ศ.ดร.ชัยวัฒน์  กล่าว