ข่าว

"สมิทธ"ชี้ไทยสังเวยคลื่นความร้อนแล้ว15ศพ

"สมิทธ"ชี้ไทยสังเวยคลื่นความร้อนแล้ว15ศพ

12 พ.ค. 2553

"สมิทธ" เผยไทยสังเวยคลื่นความร้อนแล้ว 15 ศพ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้าน สธ. ชี้ไม่จำเป็นต้องประกาศโรคลมแดดเป็นโรคฉุกเฉิน ประชาชนป้องกันตัวเองได้ แนะเลี่ยงอยู่กลางแดด ดื่มน้ำมากๆ แม่ฮ่องสอนร้อนจัดในรอบ 20 ปี ส่งผลวัวตาย 29 ตัว

กรณีสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักขณะนี้ จนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นั้น นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดสลับกับฝนฟ้าคะนองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ สะท้อนถึงความวิปริตแปรปรวนของภูมิอากาศ อันเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

 "ภาวะที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภาวะปกติ จะเห็นว่า ปีนี้ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตเพราะคลื่นความร้อนสูงถึง 15 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการยังไม่เคยเจอกับภาวะฉุกเฉินเช่นนี้มาก่อน ผมจึงขอฝากบอกไปยังโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้รีบออกประกาศเตือนภัยได้แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น" นายสมิทธ กล่าว

 ขณะเดียวกัน สสจ.เชียงใหม่แนะเลี่ยงแดด-ดื่มน้ำเพิ่ม ลดอันตรายเสี่ยงตายจากคลื่นความร้อน หลังอุณหภูมิภาคเหนือพุ่งเกิน 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายวัน

 ทพ.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากกรณีที่นายสมิทธ ออกมาแจ้งเตือนเรื่องอันตรายจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้มีคนตายในปีนี้ทั่วประเทศถึง 15 คนนั้น ในส่วนของภาคเหนือยังไม่มีรายงานที่ชี้ชัดว่ามีผู้เสียชีวิตที่เกิดจากสาเหตุดังกล่าวมากน้อยเพียงใด 

 ทพ.สุรสิงห์กล่าวต่อว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอุณหภูมิเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันมา 2-3 วันในพื้นที่ภาคเหนือขณะนี้ สำนักงานสาธารณสุขเชียงใหม่จึงแจ้งเตือนไปยังประชาชนให้หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ให้หลีกเลี่ยงอันตรายด้วยการใส่อุปกรณ์คลุมกันความร้อนและให้ดื่มน้ำมากขึ้น

 "ปกติอุณหภูมิร่างกายของคนเราจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส แต่สภาพอากาศภายนอกที่ร้อนถึง 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่างกายจะทนรับสภาพไม่ไหว ถ้าตากแดดหรือไม่ดื่มน้ำจะนำไปสู่อาการเริ่มต้นคือเริ่มปวดมึนหัว หากปล่อยไว้นานระบบในร่างกายจะล้มเหลวเกิดเป็นลมแดด และอาจถึงขั้นช็อก หัวใจหยุดเต้น เสียชีวิตได้ง่าย และกลุ่มเสี่ยงที่น่าห่วงมากคือประชาชนที่ดื่มสุรา หากอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดเกิน 40 องศาเซลเซียสอาจทำให้เสียชีวิตได้โดยง่าย" ทพ.สุรสิงห์กล่าว

 ส่วนที่ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลให้วัวที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตาย 29 ตัว โดยนายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า วัวที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ได้รับรายงานมีหมู่บ้านหนองเขียว ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง และหมู่บ้านปางคอง ต.นาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะหมู่บ้านปางคอง ทางจังหวัดได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้าไปสำรวจและช่วยเหลือราษฎรที่เลี้ยงโคเป็นการด่วน

 ด้านนายจำลอง อริยะจักร ปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เนื่องจากสภาพอากาศในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอนร้อนอบอ้าว และมีความแห้งแล้ง อากาศร้อนอบอ้าวในรอบ 20 ปี ทำให้วัวที่ชาวบ้านเลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติตายเนื่องจากไม่มีหญ้าให้วัวกินเป็นอาหาร และแหล่งน้ำต่างๆ ก็แห้งขอด ทำให้วัวขาดอาหารและน้ำ

 "ที่ผ่านมาสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้สนับสนุนหญ้าแห้ง 3-4 ตัน เวชภัณฑ์ยา และยาบำรุงวัว ให้แก่ราษฎรในพื้นที่เพื่อนำไปให้วัว อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เร่งสำรวจวัวของราษฎรใน 7 อำเภอ ว่า มีวัวตายกี่ตัว เพื่อจะดำเนินการช่วยเหลือต่อไป" ปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนกล่าว

 ด้านนายพีรัตน์ เรืองสุกใส หัวหน้าสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นั้น มีเพียง 4 วันเท่านั้นที่อุณหภูมิไม่ถึง 40 องศาฯ ส่วนที่เหลือ 26 วัน อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาฯ และตั้งแต่วันที่ 1-10 พฤษภาคม อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาฯ ทำให้จ.แม่ฮ่องสอนอยู่ในสภาพที่ร้อนอบอ้าว

 ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า สภาพอากาศที่ร้อนขณะนี้กระจายทั่วประเทศ และที่น่าห่วงมากคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงขอฝากเตือนพี่น้องประชาชน และขอแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคลมแดด ได้แก่ 1.ให้หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด พยายามอยู่ในที่ร่มโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 2.ให้ดื่มน้ำมากๆ 3.หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง 4.หากร้อนจัดแล้วเหงื่อไม่ออกให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เพื่อระบายความร้อนในตัวออกมา และเป็นการลดความร้อนออกจากร่างกาย 5.หากมีอาการของโรคลมแดด คืออาการกระหายน้ำ ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อออก หายใจถี่ ปากคอแห้งและอาจวิงเวียนศีรษะ ขอให้รีบไปพบแพทย์

 นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า หากพิจารณาจากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกในประเทศไทย ยังไม่จำเป็นต้องประกาศเป็นสถานการณ์โรคฉุกเฉิน เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงมากนัก ประชาชนทุกคนสามารถระแวดระวังตนเองไม่ให้เป็นลมแดดได้ด้วยการไม่ตากแดดเป็นเวลานาน หากต้องทำงานกลางแดดก็ควรหลบแดดบ้าง รวมทั้ง ดื่มน้ำมากๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวันเนื่องจากโรคนี้เกิดจากการที่น้ำระเหยออกจากร่างกายจำนวนมาก ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ อวัยวะต่างๆ ทั้งสมอง หัวใจ ไต ทำงานแย่ลง

 “ตามปกติการจะประกาศโรคเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน จะต้องเป็นโรคระบาด มีโอกาสเสี่ยงในการติดต่อสูงและเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น ซึ่งโรคลมแดดประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้ ไม่ถึงกับต้องประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ” นพ.ไพจิตร์กล่าว

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า โรคลมแดด เป็นอาการที่เกิดจากการได้รับความร้อนมากเกิน อาจจะเกิดขึ้นในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงก็ได้ จัดเป็นความผิดปกติที่มีความรุนแรงมากที่สุด ทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของตับและไต รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิต 17-70 เปอร์เซ็นต์

 “โรคนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ของคนไทย ดังนั้นในการป้องกันประชาชนไม่ให้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว สธ.จะเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้รู้จักวิธีการป้องกัน โดยมอบหมายให้กรมควบคุมโรคออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข และแจ้งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเผยแพร่ประชาชนแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ” นพ.ไพจิตร์กล่าว

 อนึ่ง ในปี 2551 มีผู้ป่วยเป็นโรคลมแดดหรือป่วยจากอากาศที่ร้อนจัดถึง 80 ราย และเสียชีวิต 4 รายจากพื้นที่ต่างๆในหลายจังหวัด เช่นที่มุกดาหาร นครราชสีมา และนครสวรรค์ ในปี 2552 มีรายงานผู้ป่วยโรคลมแดดใช้สิทธิบัตรทองเข้ารักษาในโรงพยาบาล 32 ราย และมีทหารเข้ารักษาที่รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ 8 นายเสียชีวิต 3 นาย ในปี 2553 ป่วยแล้ว 5 นาย