
อยู่ต่อ-รับผิดชอบไหวหรือเปล่า!
การเดินทางเข้าให้ถ้อยคำรับทราบคำกล่าวโทษร้องทุกข์ของญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีประทุษร้ายเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
ทำให้ความชอบธรรมในการชุมนุมยืดเยื้อของ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือคนเสื้อแดง หมดไปในทันที
เพราะถือว่า "สุเทพ" ได้ทำตามมติของ นปช.ที่ระบุว่า "การชุมนุมของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จะเป็นวันเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีสั่งฆ่าประชาชนเป็นวันไหน เราก็จะประกาศกลับบ้านวันนั้น หากนายสุเทพปฏิเสธวันไหน เราก็ปฏิเสธที่จะยุติวันนั้นเช่นกัน”
แต่หลังจาก "สุเทพ" เข้ารับทราบคำกล่าวโทษร้องทุกข์บรรดาความคิดเห็นของ "แกนนำ นปช." แต่ละคนก็ไร้ทิศทางพูดไม่ตรงกัน
แกนนำ นปช.ที่ถูกมองเป็น "สายเหยี่ยว" อย่าง "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" บอกว่า "นายสุเทพต้องไปรับทราบข้อกล่าวหากับทุกโรงพักที่ญาติผู้เสียชีวิต 21 คน และอีกเกือบพันราย ที่ได้รับบาดเจ็บไปแจ้งความ และต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศด้วย"
ขณะที่ข้อเรียกร้องของ "ขวัญชัย ไพรพนา" บอกว่าต้องให้ "สุเทพ" ไปมอบตัวกับกองปราบปราม ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจอาวุธในพื้นที่การชุมนุมก่อน จากนั้นอาจจะยุติการชุมนุม
ส่วน "จตุพร พรหมพันธุ์" ก็ไม่ยอมรับการเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวโทษร้องทุกข์ที่ดีเอสไอของ "สุเทพ" โดยอ้างว่าการจะเป็นคดีพิเศษต้องมีการประชุมคดีพิเศษที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและต้องประกาศในราชกิจานุเบกษา ดังนั้น สิ่งที่ "สุเทพ" กระทำไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ตราบใดที่ "สุเทพ" ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จะไม่ยุติการชุมนุม
"นพ.เหวง โตจิราการ" ก็บอกว่า การเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของสุเทพ ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของ นปช. เพราะนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็นลูกน้องสุเทพ และยังเป็นกรรมการ ศอฉ. ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกตั้งข้อกล่าวหาด้วย ดังนั้น สุเทพ ต้องไปมอบตัวที่กองปราบปรามเท่านั้น จึงจะยุติการชุมนุม
การเล่นแง่ของ "แกนนำ นปช." ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมามักเปลี่ยนไปมาตลอดเวลาอยู่แล้ว
โวหารของ "แกนนำ นปช." แต่ละคนที่กล่าวออกมาเป็นเพียงต้องการประวิงเวลาการชุมนุมออกไปเรื่อยๆ เท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์ใหญ่คือ ไม่ต้องการยุติการชุมนุมอยู่แล้ว
แม้ว่า "แกนนำสายพิราบ" บางคนพยายาม "หาทางลง" อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะ "วีระ มุสิกพงศ์" ประธาน นปช. ซึ่งระยะหลังถูกมองว่าพยายามลดบทบาทการนำมวลชน กิจกรรมสำคัญบนเวทีแทบไม่มี "วีระ" อยู่ร่วมด้วย
โดยเฉพาะการอ่านแถลงการณ์และเงื่อนไขการยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมอบให้ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ดังกล่าว
ข่าวการลดบทบาทของ "วีระ" บ้างก็อ้างว่า "ป่วย" จนมาทำหน้าที่ไม่ไหว บ้างก็บอกว่า "นายใหญ่" สั่งห้ามนำบนเวที
อีกด้านหนึ่งบอกว่า "วีระ" สมัครใจลดบทบาทตัวเองลง หลังจากข้อเรียกร้องบางเรื่องได้รับการตอบรับ ขณะเดียวกันหากยังดื้อดึงที่จะเคลื่อนไหวต่อไปอนาคตมีแต่ "เสียเปรียบ" โดยเฉพาะเรื่องคดีความที่จะตามมาหลังจากยุติการชุมนุม
จากประสบการณ์การต่อสู้ในอดีตทำให้ "วีระ" รู้ดีว่าหากยังสู้ต่อไปก็คงไม่ได้อะไร โดยมองว่าขณะนี้ผู้ชุมนุมเดินหน้าต่อก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ และถ้ายังดื้อดึงจะเดินหน้าต่อจะยิ่งเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน
ขณะที่ "แกนนำบางคน" อยากลงแต่ทำไม่ได้ เนื่องจากถูกเงื่อนไขทางการเมืองบีบบังคับจึงต้องพลิกบทบาทจาก "สายพิราบ" เป็น "แกนนำสายเหยี่ยว" เพื่อความอยู่รอดของตนเอง
ทำให้ "แกนนำ นปช." เริ่มมีความหวาดระแวงกันเอง บางคน "ตีสองหน้า" ทำเหมือนตัวเองเป็นสายพิราบ แต่พฤติกรรมกับเป็นสายเหยี่ยว ไม่ต้องการให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงสูญเปล่า เพราะถ้ายุติการชุมนุมคนกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าการชุมนุมครั้งนี้เสียเวลาที่อุตส่าห์ไปปลุกปั้นประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือกลับบ้านเลย
จึงไม่แปลกที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงอาจจะยืดเยื้อออกไปอีกระยะ เมื่อ "คำสั่ง" บวกกับความต้องการของ "สายเหยี่ยว" และ "แกนนำสองหน้า" สอดคล้องกันพอดี
ประกอบกับมีรายงานการทำผลการทำโพลล์ล่าสุดพบว่า หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน "พรรคเพื่อไทย" จะมีที่นั่งในสภาไม่ถึง 200 ที่นั่ง เนื่องจากกระแสความนิยมในตัว "ทักษิณ ชินวัตร" และ "พรรคเพื่อไทย" เริ่มลดลง
โดยเฉพาะ "ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย" มีสิทธิที่จะหายยกแก๊ง จึงไม่แปลกที่มีข่าวลือออกมาว่า มีคนสนิทของ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" ได้ไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองสำรองไว้กันเหนียว
เพราะกว่าจะถึงวันเลือกตั้งที่ 14 พฤศจิกายน ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ "เรื่องเขตเลือกตั้ง" ก็จะเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่จะทำให้ "ส.ส.พรรคเพื่อไทย" มีจำนวนลดลง
ความหวังที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอาจพลิกผัน ความฝันนำทักษิณกลับบ้านและขอทรัพย์สินคืนคงต้องฝันกันต่อไป เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปดังที่คาดไว้ การปรองดองจึงไม่เกิดประโยชน์ หากรัฐบาลไม่ยุบสภาก็ยิ่งทำให้ "เพื่อไทย" เป็นรองในสนามเลือกตั้ง
ดังนั้นเหตุการณ์เกิดจลาจลในอนาคตย่อมมีความเป็นไปได้สูง
แต่ในสถานการณ์ขณะนี้ถือว่า "คนเสื้อแดง" เหลือทางเลือกน้อย เพราะความชอบธรรมทางการเมืองได้หายไปเรื่อยๆ ขณะที่สถานะของรัฐบาลถูกมองว่าตกต่ำอยู่แล้ว แต่การกระทำของคนเสื้อแดงขณะนี้ได้ตกต่ำจนไม่เหลือความชอบธรรมในการชุมนุมอีกต่อไปแล้ว
การตัดสินใจของ "คนเสื้อแดง" ในครั้งนี้จะมีผลต่อผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน
หากคนเสื้อแดงเลือกที่จะชุมนุมต่อจากนี้ไปใครจะทำอะไรกับคนเสื้อแดงคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศก็จะไม่มีใครสนใจ !
เพราะจะพากันลงความเห็นว่า ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ ในทางกลับกันจะเกิดกระแสความเกลียดชังสูงขึ้นเรื่อยๆ
หากมีการปราบปราม จนกระทั่งมีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต ก็จะไม่ได้รับความสนใจคล้ายเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นได้
เส้นทางเดินกำลังจะไปเช่นนี้ ยื้อเวลาออกไปรายวัน แล้ว "แกนนำ นปช." จะรับผิดชอบไหวหรือเปล่า!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



