ข่าว

เล่าสู่กันฟัง-เราจะเลือกเหรียญด้านไหน (ถ้ามีโอกาสเลือก)

เล่าสู่กันฟัง-เราจะเลือกเหรียญด้านไหน (ถ้ามีโอกาสเลือก)

12 พ.ค. 2553

“เล่าสู่กันฟัง” ฉบับที่แล้วผมได้เล่าถึงการที่ธุรกิจยุคใหม่หลายประเภทในอังกฤษใช้แรงงานคนน้อยลงๆ โดยมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเสียด้วย

 อันที่จริงแล้ว นอกเหนือจากการทำธุรกิจที่พักอาศัยให้เช่าหรือที่เรียกกันว่าอพาร์ตเมนต์แล้ว ก็ยังมีธุรกิจบริการอีกหลากชนิดที่เขาใช้แรงงานคนน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์โดยสาร ทั้งที่เป็นรถประจำทางวิ่งในตัวเมือง และรถโค้ชวิ่งระหว่างจังหวัด เขาใช้คนเพียงคนเดียวเท่านั้น ทำหน้าที่ทุกอย่าง นับตั้งแต่เก็บเงินหรือตรวจเช็กตั๋วโดยสาร ขนกระเป๋าใส่ท้องรถ กล่าวต้อนรับและชี้แจงการเดินทางเหมือนบัสโฮสเตส และเป็นโชเฟอร์ไปด้วย แต่น่าแปลกใจที่ภายในรถเขาสะอาดสะอ้านมาก แถมตรงเวลาเป๊ะ ที่รู้ก็เพราะว่าเขาจะมีป้ายเป็นตัววิ่งบอกว่า รถเมล์คันต่อไปที่จะมาจอดเป็นรถสายไหน เบอร์อะไร เหลืออีกกี่นาทีจะมาถึง และมักจะมาถึงตรงเวลาตามที่ขึ้นตัววิ่งเสมอ อาจมีช้าบ้างก็แค่นาทีสองนาที แต่ไม่มาถึงก่อน เพราะนั่นเท่ากับคนขับซิ่งกว่าที่กำหนดไว้ ก็ต้องมีการอธิบายกันว่าเกิดอะไรขึ้น

 เห็นแล้วก็นึกถึงรถเมล์เมืองไทย ถ้าผู้บริหารองค์การด้านการขนส่งบ้านเราจะมีโอกาสไปศึกษางานจริงๆ จังๆ จากเขา แล้วนำความรู้มาปรับปรุงที่บ้านเราบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องได้รับงบประมาณและการให้ความสำคัญอย่างจริงจังจากรัฐด้วยจึงจะสำเร็จ

 พูดถึงการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางในประเทศอังกฤษค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับบ้านเรา นั่งรถเมล์ในเมืองต่างจังหวัดของเขาระยะทางแค่ 5-6  กม. ค่าตั๋วประมาณ 60 บาท หรือระยะประมาณกรุงเทพฯ ไปหัวหินก็จ่ายไปคนละ 600 บาท แต่ถ้าเป็นหัวหินเข้าสนามบินสุวรรณภูมิก็จะราวๆ 1,000 บาท ค่าจอดรถยิ่งแพงหูฉี่ ชั่วโมงละกว่าร้อยบาท มีอยู่วันหนึ่งขับไปจอดทิ้งไว้ในที่จอดรถสาธารณะช่วงก่อนเที่ยงแล้วจับรถใต้ดินเดินทางเข้าใจกลางกรุงลอนดอน กลับมาอีกทีตอนหัวค่ำ โดนค่าจอดไป 1,000 บาท เข่าแทบทรุด

 ร้านขายของประเภทสะดวกซื้อ ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ก็เป็นอีกตัวอย่าง เขาใช้เด็กร้านน้อยมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อเลือกสินค้าได้แล้วก็จะเดินไปที่จุดจ่ายเงิน จากนั้นก็สแกนบาร์โค้ดด้วยตนเอง รูดบัตรจ่ายเงินด้วยตนเอง และจัดใส่ถุงด้วยตนเอง ซึ่งรวดเร็วและสะดวกกว่าการไปเข้าคิวรอให้พนักงานจัดการให้ซึ่งต้องรอนานเนื่องจากมีอยู่ช่องเดียว

 ปั๊มน้ำมันก็เป็นอีกที่ที่ไม่มีแรงงาน คือไม่มีเด็กปั๊ม ต้องเติมน้ำมันเอง เติมเสร็จเดินไปจ่ายเงินเอง ปั๊มขนาดไม่ใหญ่มากจึงมีแค่คนคนเดียวที่ทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่เปิด-ปิดร้านมินิมาร์ท เปิด-ปิดปั๊ม ทำความสะอาดภายในบริเวณ เช็กสต็อกสินค้าและปริมาณน้ำมัน รวมไปถึงเป็นแคชเชียร์เก็บเงิน

 นอกจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางแล้ว อาหารการกินในอังกฤษก็น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าแพงกว่าบ้านเรามาก มื้อหนึ่งๆ ถ้าจะให้อิ่มด้วยอาหารพื้นๆ บ้านๆ ไม่หรูหราก็ต้องมี 300-400 บาทขึ้นไป กาแฟไม่มียี่ห้อถ้วยละกว่า 100 บาท น้ำดื่มขวดเล็กที่บ้านเราขาย 6-8 บาท ที่โน่นก็ราวๆ 60 บาทขึ้นไป สรุปแล้วเวลากินข้าวทีไรนึกถึงบ้านเราทุกมื้อ

 แต่เปรียบดังเหรียญที่มีสองด้าน ในข้อเสียอาจมีข้อดีปะปน ในข้อดีก็มีข้อเสียแฝงเร้นอยู่เสมอ ในความเจริญก้าวหน้าของประเทศจึงต้องแลกมาด้วยค่าครองชีพที่สูงโด่ง การไร้งานทำถ้าไม่มีความรู้ความสามารถตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น กับหนทางข้างหน้าของประเทศเราคงต้องช่วยกันตัดสินใจว่าจะเลือกเดินไปแบบเขา หรืออยู่อย่างสายกลางแบบเรา ที่ไม่ต้องเจริญเร็วมากนัก ค่อยเป็นค่อยไป ถูกบ้างแพงบ้าง ไม่สะดวกบ้าง ช้าไปบ้าง แต่คนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ ชีวิตไม่เคร่งเครียด พอมีพอกิน ฯลฯ เพียงแต่ว่า เราจะยังมีสิทธิ มีเสียง มีโอกาส และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการเลือกวิถีชีวิตของเราหรือไม่และมากน้อยเพียงใดเท่านั้น

บัญญัติ คำนูณวัฒน์