
มาร์คตั้งเสธ.หนั่นดูสถานการณ์น้ำหลังแล้งหนัก
นายกฯ ตั้ง "เสธ.หนั่น" ดูสถานการณ์น้ำหลังแห้งแล้งหนัก คาดปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ไม่เกิน 2 เดือน แม่ฮ่องสอนศร้อนจัดโคที่ชาวบ้านเลี้ยงตาย29ตัว ชาวพิจิตรแห่ไปนอนพักผ่อนตามสวนสาธารณะ
(11พ.ค.) นายวัชระ กรรณิการณ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ในการประชุมครม.วันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้อยกว่าปี 2536 ขณะเดียวกันปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนก็มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2536 เช่นกัน
ดังนั้นจึงมีการคาดการณ์กันว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนจะสามารถใช้ได้ไม่เกิน 2 เดือน หลังจากนั้นอาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของการเกษตร และปัญหาการผลักดันน้ำเค็ม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายและมอบนโยบายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ดูแลสถานการณ์น้ำ โดยกำหนดให้ 1.จัดทำรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนวันต่อวัน และ 2.ให้ติดตามเรื่องและดูแลมาตรการการทำฝนเทียม
แม่ฮ่องสอนศร้อนจัดโคที่ชาวบ้านเลี้ยงตาย29ตัว
นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า โคที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เกิดตายจำนวนมาก ซึ่งที่ได้รับรายงานมีหมู่บ้านหนองเขียว ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง และหมู่บ้านปางคอง ต.นาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะหมู่บ้านป่างคอง เป็นหมู่บ้านยามชายแดน ซึ่งจังหวัดได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าไปสำรวจและช่วยเหลือราษฏรที่เลี้ยงโคเป็นการด่วน
ด้านนายจำลอง อริยะจักร ปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ได้รับรายงานจากปศุสัตว์อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และปศุสัตว์อำเภอปางมะผ้า ว่าโคที่ชาวบ้านเลี่ยงไว้เกิดตายจำนวน 29 ตัว รวมสองหมู่บ้าน คือบ้านหนองเขียว อ.เมือง และบ้านปางคอง อ.ปางมะผ้า บ้านปางคองเป็นหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทั้งนี้ โคของราษฏรที่เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติเกิดตายนั้น เนื่องจากสภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนร้อนอบอ้าว และมีความแห้งแล้งอากาศร้อนอบอ้าวในรอบ 20 ปี ทำให้โคที่ชาวบ้านเลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติเกิดตาย เนื่องจากไม่มีหญ้าให้โคกินเป็นอาหาร และแหล่งน้ำต่าง ๆก็แห้งขวด ทำให้โคขาดอาหารและน้ำ และปัจจัยที่สำคัญคือชาวบ้านเลี้ยงโคมักจะปล่อยให้โคหากินแบบธรรมชาติ ซึ่งโคบางตัวอาจจะมีพยาธิประกอบกับหญ้าสำหรับโคไม่มี จึงทำให้โคขาดอาหารและขาดน้ำทำให้โดตายดังกล่าว
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้สนับสนุนหญ้าแห้ง 3 - 4 ตัน เวชภัณฑ์ยา และยาบำรุงโค ให้แก่ราษฏรในพื้นที่เพื่อนำไปให้โค อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้สำรวจโคของราษฏร 7 อำเภอว่ามีโคตายกี่ตัว เพื่อจะดำเนินการช่วยเหลือต่อไป
ด้านนายพีรัตน์ เรืองสุกใส หัวหน้าสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2553 ที่ผ่านมา อุณหภูมิที่สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอนตลอดเดือนเมษายน จำนวน 4 วันที่อุณหภูมิไม่ถึง 40 องศา ฯ ส่วนที่เหลืออีก 26 วันอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา ฯ และตั้งแต่วันที่ 1 - 10 พฤษภาคม 2553 อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา ฯ ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนร้อนอบอ้าว
พิจิตร้อนจัดปชช.แห่ไปนอนพักผ่อนตามสวนสาธารณะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในขณะนี้ ทำให้จังหวัดพิจิตร มีอุณหภูมิสูงถึง 41 องศาเซลเซียส ทำให้ประชาชนจำนวนมากพากันเดินทางไปหลบร้อนตามสวนสาธารณะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่บึงสีไฟ แหล่งน้ำจืดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ประชาชนจำนวนมากพากันเดินทางไปหลบร้อน โดยหลายรายนำเสื่อหมอน ไปนอนพักในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด ซึ่งเป็นการบรรเทาความเครียดให้ลดลงไปได้ และยังประหยัด ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า หากเปิดแอร์นอนอยู่กับบ้านได้อีกทางหนึ่งด้วย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสวนอย่างนายสรัญ เลาวกูล เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสวน เปิดเผยว่า ต้องมีการเปิดสปิงเกอร์ เพื่อรดน้ำให้กับต้นไม้ตลอดทั้งวัน เนื่องจากอากาศร้อนจัด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ไม้ดอก ไม้ประดับ หญ้าญี่ปุ่นที่ปลูกไว้ เหี่ยวเฉาตายเพราะทนสภาพอากาศที่ร้อนไม่ไหว
ภัยแล้งโคราชทำมันสำปะหลังปลูกใหม่เจ๊ง กว่า 3 หมื่นไร่
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา หลังจากที่ฝนทิ้งช่วงมาตั้งแต่ปลายปี 2552 ที่ผ่านมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรของเกษตรกรในจังหวัดนครราชสีมา ได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนของมันสำปะหลัง ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งและเพลี้ยแป้งระบาดอย่างหนัก ในห้วงที่ผ่านมาทำให้มันสำปะหลังของประชาชนที่ปลูกใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนทั้งหมดประมาณ 315,000 ไร่ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและถูกเพลี้ยแป้งระบาดกันกินต้นมันสำปะหลังจนเสียหายและต้องไถทิ้งเพื่อปลูกใหม่มากถึง 10 % หรือมากกว่า 3 หมื่นไร่ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ได้เร่งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่แน่ชัดอีกครั้งเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ส่งผลดีต่อมันสำปะหลังของเกษตรกรที่เพิ่งเพาะปลูกและยังไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วงก่อนหน้านี้มากนัก โดยมันสำปะหลังที่กำลังจะแห้งตายกลับได้น้ำและเริ่มแตกยอดออกมาพร้อมที่จะเจริญเติบโตให้ผลผลิตต่อไป รวมถึงเพลี้ยแป้งที่ระบาดอยู่ก่อนหน้านี้กว่า 180,000 ไร่ ก็ได้ลดลงเหลือเพียง 160,000 ไร่ ขณะเดียวกันพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้วและยังไม่ได้เริ่มการเพาะปลูกจำนวนประมาณ 5 แสนไร่ ก็เริ่มมีการไถแปลงเตรียมดินไว้เพาะปลูกบางแล้ว ทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงรอดูท่าทีของฝนที่จะตกลงมาในช่วงนี้อีกสักระยะเพื่อความมั่นใจในการเพาะปลูก
ราชบุรีแล้งหนักศูนย์ปฎิบัติการฝนหลวงต้องทำฝนเทียมช่วย
ในปีนี้เกิดภาวะโลกร้อนและแห้งแล้งมากประกอบกับเกิดปราฎการณ์ เอลณิโญ จึงส่งผลให้ผลอุณหภูมิและอากาศของโลกเกิดความร้อนและแห้งแล้งเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยประสบกับวิกฤติความแห้งแล้งที่สุดในรอบ 10 ปี ประกอบกับฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำคู คลองเริ่มแห้งขอด ส่งผลให้เกษตรกร และประชาชน ได้รับความเดือดร้อนขาดน้ำอุปโภค บริโภค และเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ในจ.ราชบุรี เองก็มีการประกาศให้พื้นที่ต่างๆใน 7 อำเภอ คือ อำเภอเมือง จอมบึง สวนผึ้ง ปากท่อ โพธาราม บ้านคา และอำเภอบ้านโป่ง เป็นพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติแล้ง ทำให้ศูนย์ปฎิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ต้องมาทำฝนเทียมเพื่อช่วยมีฝนตก
โดยในวันนี้( 11 พ.ค. 53 ) เวลา 09 . 30 น. นายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ไปเป็นประธานในการเปิดฐานปฎิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือภัยแล้ง ที่สนามบินราชบุรี ต.ธรรมเสน อ.โพธาราม โดยมีนายปนิธิ เสมอวงษ์ หัวหน้าศูนย์ปฎิบัติการฝนหลวงภาคใต้ และการบินเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายณรงค์ พลละเอียด รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ร่วมขึ้นเครื่องบินเพื่อตรวจสอบสภาพภูมิอากาศพร้อมทั้งตรวจสอบความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศซึ่งจะมีไม่ต่ำกว่า 60% พร้อมทั้งโปรยสารเคมีเพื่อให้เกิดปฎิกิริยาและทำให้ฝนตกลงซึ่งปริมาณของฝนเทียมที่ตกลงมานั้นจะมีปริมาณมากกว่าธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จ.ราชบุรี ที่ประสบกับวิกฤติภัยแล้งไปได้
ภัยแล้งกระทบแหล่งท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ดแห้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งได้สร้างความเดือดร้อน ไม่ใช่จะส่งผลกระทบกับนาข้าวพืชไร่เท่านั้น เวลานี้สภาพความแห้งแล้งทำให้ปริมาณน้ำในบึงบอระเพ็ดลดลงรวดเร็ว ระบบกับธุรกิจเรือนำเที่ยวในบึงบอระเพ็ดแล้ว เพราะว่าเวลานี้เรือที่ล่องไปตามร่องน้ำ เพื่อชมดอกบัวบัวในบึง ชมนกตามเกะแก่งต่างๆเวลานี้น้ำแห้งต้องเปลี่ยนเส้นทางล่องเรือ บางช่วงบึงบอระเพ็ดมีสภาพแห้งขอด มองเห็นหาดทรายขึ้นกลางบึงอย่างได้ชัด ประกอบกับอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวลดน้อยลง ส่งผลให้ร้านค้าที่ตั้งอยู่บริเวณ หาดทรายเทียมเงียบเหงา รายได้หายไปกว่า 20 % ต่อเดือน
นางรำเพย มั่นใจ อายุ 48 ปี แม่ค้าขายอาหารในบึงบอระเพ็ด กล่าวว่า สำหรับในปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี ทำให้บึงบอระเพ็ดมีสภาพแห้งขอดมองเห็นหาดทรายขึ้นกลางบึง เรือนำเที่ยว ที่พานักท่องเที่ยวดูนก ดูบัวเริ่มได้รับผลกระทบวิ่งไปไม่ได้ไกล อีกทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ เช่าเรือทำให้แม่ค้า พ่อค้าที่ประกอบกิจการในบึงบอระเพ็ดมีรายได้ลดลงกว่าร้อยละ 20
สำหรับจังหวัดนครสวรรค์ล่าสุดพื้นที่ประสบภัยแล้งขณะนี้มี 7 อำเภอ จากทั้งหมด 15 อำเภอ มีครัวเรือนประสบปัญหาภัยแล้ง 24,515 ครัวเรือน ประชากร กว่า 77,434 คน ได้แก่พื้นที่ในอำเภอเมือง 10 ตำบล , ชุมตาบง 2 ตำบล , แม่เปิน 1 ตำบล , พยุหะคีรี 8 ตำบล , แม่วงก์ 4 ตำบล , ลาดยาว 5 ตำบล และอำเภอ เก้าเลี้ยว 5 ตำบล
วุฒิสภาติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมที่พิษณุโลก
เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ห้องประชุม 741 ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายชลิต แก้วจินดา ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาพื้นที่การเกษตรและชุมชนที่ประสบภัยธรรมชาติ วุฒิสภา ประชุมร่วมกับ นาย ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ในโอกาสที่เข้าร่วมการสัมมนา เรื่องน้ำบาดาลเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ในระหว่างวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2553 ที่ โรงแรมอัมรินทร์ลากูน จังหวัดพิษณุโลก เป็นการประชุมหารือและรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของจังหวัดพิษณุโลก มีหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ร่วมให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆต่อคณะกรรมาธิการฯในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกับจังหวัดพิษณุโลก คณะกรรมาธิการฯชุดดังกล่าว ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการศึกษาทดลองการเติมน้ำลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินผ่านระบบสระน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำภาคแหนือตหนือตอนล่าง และโครงการเติมน้ำสู่ชั้นน้ำบาลดาลผ่านระบบหลังคา ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในปี 2553 จังหวัดพิษณุโลก ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้ง จำนวน 9 อำเภอ 92 ตำบล 994 หมู่บ้าน มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ 144,000 ไร่ในส่วนของการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย จังหวัดพิษณุโลก มีฐานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน จำนวน 6 อำเภอ 21 ตำบล 111 หมู่บ้าน จำนวนราษฎรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ 19,058 ครัวเรือน



