
ประชันรสมือลุยตลาดโลก
ประสบความสำเร็จจนทำเอาหัวเรือใหญ่ "หรีด" รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ เป็นปลื้ม ด้วยโครงการเชฟไทยสู่ครัวโลกปีที่ 2 ได้รับความสนใจจากเชฟไทยเข้าร่วมอบรมและร่วมแข่งขันปรุงอาหารไทยไปสู่นักชิมทั่วโลก โดยเน้นย้ำให้อาหารไทยซึ่งใช้สมุนไพรหลากหลายชนิดมาเป็นส่วนประกอบ
"หรีด" รพีพรรณ เจ้าของโปรเจกท์นี้เปิดเผยหลังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการแข่งขันในครั้งนี้ว่า ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการส่งออกชี้ชัดว่าเชฟไทยเราขาดแคลน ซึ่งความจริงแล้วในขณะนี้เรื่องของอาหารไทยเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตามากที่สุดของประเทศ ด้วยจะหวังพึ่งเรื่องของการท่องเที่ยวก็คงยากเพราะต้องเจอกับปัญหาการเมืองอยู่เสมอ แต่อาหารไทยนั้นไปได้ทั่วโลก และเป็นที่นิยมอีกด้วย โดยเฉพาะสมุนไพรไทยได้รับการตอบรับอย่างดีไปทั่ว
"เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นโดยการส่งเสริมของกรมส่งเสริมการส่งออกและภาคเอกชน ทำให้เป็นประตูสำคัญให้เชฟไทยปรับปรุงฝีมือการทำอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับโลกโลกาภิวัตน์ ดูอย่างการอบรมก่อนจะมีการแข่งขันนั้น มีผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมถึง 180 คน โดยเราได้นำเชฟชื่อดังมาบอกกล่าวถึงแรงบันดาลใจ นำเจ้าหน้าที่กรมอนามัย อย. และ อย.สหรัฐอเมริกามาให้ความรู้ถึงความสะอาดในการปรุงอาหาร สิ่งที่หรีดเห็นได้ชัดเลยจากโครงการนี้คือ เห็นพัฒนาการของเชฟไทย พร้อมกับมองด้วยว่าในยุคนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เชฟทุกคนต้องเปิดใจให้กว้าง อย่าเก็บสูตรอย่าหวงสูตรต้องแบ่งปันเพื่อที่จะมาปรับปรุงให้เหมาะสม ประเภทหวงๆ นะไม่เกิดแน่นอน" รพีพรรณ นักธุรกิจอินเตอร์แจง
ส่วนการแข่งขันที่จัดขึ้นทั้ง 5 ประเภทเพื่อสรรหาเชฟไทยสู่ครัวโลกนั้น เริ่มจาก ประเภทเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร ไอศกรีม เพรสตี้ ผู้ชนะได้แก่ สรพล คล้ายทอง กับเมนู "เค้กข้าวเหนียวมะม่วงราดซอสกะทิสด" ที่ชนะใจกรรมการจนเป็นที่บอกต่อกันทีเดียว โดยจุดเด่นของจานนี้อยู่ที่การนำตัวยาสมุนไพรถึง 32 ชนิดที่ช่วยดับร้อนในร่างกาย และความลงตัวของสไตล์ตะวันตกและความเป็นไทยในเค้กนั่นเอง ประเภทของหวาน ได้แก่เมนู "Pumpkin from the Royal Project Panna Cotta" ของ ชาญยุทธ วรุณเทพรักษา จุดเด่นอยู่ที่การผสมผสานวิธีการทำขนมแบบไทยและแบบยุโรปเข้าด้วยกัน โดยใช้วัตถุดิบอย่างฟักทองญี่ปุ่น กะทิ มาเป็นส่วนผสมสำคัญ
ประเภทอาหารคาว ผู้ชนะตกเป็นของ อุทัย ตันตระกูล กับเมนู "มัสมั่น ฟรุตตี้" ซึ่งจานนี้เป็นอาหารโบราณของไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เมื่อนำมาปรับปรุงแล้วรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับอาหารสู่ครัวโลก ประเภทอาหารจานเดียว ได้แก่เมนู "ลาซานญ่ากับซอสผัดไทย" ของ ปิยเมธ ทองเมธา ที่บอกว่า ตั้งใจทำเมนูนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนได้ลิ้มชิมรสของวัตถุดิบในการปรุงทุกชนิด โดยตั้งใจที่จะหั่นให้มีชิ้นใหญ่ขึ้นนั่นเอง และก่อนที่จะได้เมนูนี้ก็ลองผิดลองถูกหลายครั้ง แต่ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นจึงประสบความสำเร็จในวันนี้
และปิดท้ายที่การแข่งขันประเภทอาหารทานเล่น ผู้ชนะได้แก่ วันดี ขาวเรือง ชาวภูเก็ต กับเมนู "เปาะเปี๊ยะไส้กุ้งมัสมั่น" เชฟที่ผ่านการปรุงอาหารบนเรือท่องเที่ยว เปิดเผยหลังได้รับรางวัลว่า ตื่นเต้นมาก ครั้งแรกที่เลือกเมนูมัสมั่นกุ้งเพราะเป็นคนใต้ก็อยากให้ลิ้มลองรสชาติเครื่องแกงใต้บาง แต่เมื่อปรุงแล้วรสชาติเผ็ดร้อนเกินไป จึงปรับปรุงมาให้เหมาะสมแต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นไทย ลองผิดลองถูกหลายครั้งกว่าจะออกมาได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งก็ต้องขอบคุณโครงการนี้ที่เปิดโอกาสให้ได้มาเรียนรู้และปรับปรุงการทำอาหารให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชนะทั้ง 5 ประเภทนั้นจะเดินทางไปร่วมศึกษาและดูงานการทำอาหารที่สหรัฐอเมริกา รวมทั้งได้ทุนเรียนการทำอาหารที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต และ อุปกรณ์เครื่องมือประกอบอาชีพทางด้านอาหารจากรีเทลลิงค์ด้วย



