
จากบ้านยิ้มถึงบ้านผู้สูงอายุกทม.พร้อมเป็นพีอาร์เอกชน
"ทั้งชีวิต...เราดูแล" นั่นคือปณิธานที่ทีมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งมั่น นโยบายที่อยู่อาศัยก็เป็นหนึ่งในนั้น จากโครงการบ้านยิ้ม 1 และบ้านยิ้ม 2 ในปี 2552 ที่ช่วยให้ข้าราชการและลูกจ้างของกทม.ได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเองกว่า 1 หมื่นครอบครัว
และขยายไปสู่โครงการบ้านยิ้มภาคประชาชน ตามด้วยการเร่งรัดให้มีการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม เปลี่ยนแปลงอาคารตามที่ประชาชนส่งเรื่องร้องขอเข้ามา ตามโครงการใบอนุญาตยิ้ม เบื้องต้นจะดำเนินการนำร่อง 3 เดือน คือ เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2553 โดยจะเร่งรัดการออกใบอนุญาตให้ได้ร้อยละ 80 ของหนังสือที่ยื่นเข้ามา โดยใช้เวลาพิจารณาอนุมัติไม่เกิน 45 วัน
ในอนาคตเตรียมแผนจะปรับปรุงการออกใบอนุญาตให้มีความรวดเร็ว อาทิ ให้บริษัทเอกชนเข้าสำรวจอาคารก่อนที่ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากบุคลากรที่ทำหน้าที่มีไม่เพียงพอ ส่วนการลงนามเพื่ออนุมัติให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามเดิม
ล่าสุด กทม.ได้เปิดตัวโครงการ “แบบบ้านยิ้มเพื่อประชาชน” แจกแบบบ้านฟรี 100 แบบบ้าน โดยเบื้องต้นได้ร่วมมือกับภาคเอกชน จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย บริษัท แลนดี้ โฮม จำกัด ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน และบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการจัดสรร นำแบบบ้านที่ไม่ได้ใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้วมามอบให้ทางกทม.เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการก่อสร้างบ้านในพื้นที่กรุงเทพฯ และใกล้เคียงรวมถึงต่างจังหวัด
ทั้งนี้ประชาชนที่ใช้แบบจากกทม.ไม่ต้องเสียค่าออกแบบและลดระยะเวลาในการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง เนื่องจากแบบบ้านที่นำมาเข้าโครงการ “แบบบ้านยิ้ม” จะได้รับการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับแบบบ้านยิ้มได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม เป็นต้นไป ที่สำนักการโยธา กทม. สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย กทม. กรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงานเขตทั้ง 50 แห่งทั่วกรุงเทพฯ โดยประชาชน 1,000 คนแรกรับแบบบ้านที่สนใจ 1 แบบฟรี ส่วนประชาชนในลำดับถัดไป เสียค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าถ่ายเอกสารแบบบ้าน ซึ่งปกติค่าใช้จ่ายกับการออกแบบบ้านไม่น้อยกว่า 2 หมื่นบาท
"เดิมกทม.มีแบบบ้านแจกฟรีให้ประชาชนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก เนื่องจากไม่มีความทันสมัย การดึงเอาแบบบ้านของเอกชนมาใช้ก็น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมีความหลากหลาย" นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว พร้อมระบุว่า ราคาบ้านมีให้เลือกหลายระดับ ทั้งนี้จากแบบบ้านจำนวน 100 แบบบ้านแบ่งเป็น แบบบ้านของภาคเอกชน 61 แบบและแบบบ้านเดิมของกทม. 39 แบบ
นอกจากนี้ การใช้แบบบ้านกทม. ยังช่วยลดระยะเวลาในการขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเดิมจะอยู่ที่ 45 - 60 วัน เวลาส่วนใหญ่ใช้กับการตรวจแบบ ทำให้ลดขั้นตอนดังกล่าวได้ โดยโครงการดังกล่าว กทม. วางแผนที่จะขยายให้ใช้ได้ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยการเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีผ่านเว็บไซต์ของกทม.
พร้อมกันนี้กทม.ยังทำหน้าที่ประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หนุนอสังหาฯ เอกชน ผุดโครงการบ้านพักผู้สูงอายุ โดยนายธีระชนได้ขยายความว่ากทม.ได้หารือกับนางอรรชกา ศรีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และทีมงานผู้บริหารบีโอไอได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนในการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุหรือกลุ่มคนเกษียณอายุ(Retirement) ให้คุณภาพชีวิตที่ดีในกลุ่มผู้สูงอายุด้วยกัน โดยแนวคิดจะเป็นการสนับสนุนการลงทุนทั้งโครงการ หรือจัดสรรที่พักอาศัยบางส่วนในแต่ละโครงการเข้าร่วมพร้อมกับให้การส่งเสริมในรูปแบบสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งบีโอไอเองก็เห็นด้วยพร้อมเร่งหาข้อมูลและกำหนดเงื่อนไขในการส่งเสริม
การดำเนินการครั้งนี้ เพราะมองว่าในอนาคตกลุ่มคนผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดอีก 20 ปีผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 25% เฉพาะของกทม.เองหากพิจารณาจากการจ่ายเบี้ยยังชีพ 500 บาทจะพบว่ามีถึง 6 แสนคนจากประชากร 6 ล้านคน แต่หากรวมกับประชากรแฝงที่อาศัยอยู่ในกทม.เชื่อว่ามีผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 1 ล้านคนคิดเป็นสัดส่วน 10% จากข้อมูลดังกล่าวหากมีการวางแผนรองรับก็จะช่วยคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้น
นอกจากนี้ หากมองในเชิงธุรกิจยังพบว่ามีความต้องการของตลาด ซึ่งนอกจากกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นชาวไทยแล้วยังมีตลาดต่างชาติ ที่พบว่ามีกลุ่มทุนจากต่างประเทศ เช่นญี่ปุ่นก็ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนจัดทำโครงการจัดสรรรองรับกลุ่มรีไทร์เม้นท์ด้วย กทม.เองก็พร้อมที่จะเป็นหน่วยงานที่ช่วยส่งเสริมด้านการทำประชาสัมพันธ์ให้ ซึ่งคาดว่าหากบีโอไอได้ข้อสรุปและให้การสนับสนุนเชื่อว่าผู้ประกอบการอสังหาฯ ไทยหลายรายก็พร้อมที่จะลงทุน
ปรียา เทศนอก



