ข่าว

ชาวเวียงพิงค์ลุ้น "โมเดล" แก้ "ควันพิษ"

ชาวเวียงพิงค์ลุ้น "โมเดล" แก้ "ควันพิษ"

11 พ.ค. 2553

วิกฤติหมอกควันดูเหมือนเป็นปัญหาซ้ำซากในช่วง 2-3 ปีหลัง ที่คนภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ต้องเผชิญ แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเอาจริงเอาจัง แต่การแก้ปัญหาก็อยู่ที่ปลายเหตุ และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก

 นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปัญหาหมอกควันถือว่าวิกฤติที่สุดเนื่องจากประชาชนบนพื้นที่สูงเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตร โดยสังเกตได้จากการตรวจวัดจุด "ฮอต สปอต" พบว่าเกิดขึ้นกว่า 500 จุด

 "ขณะนี้ได้มอบหมายให้คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ทำโมเดลในการแก้ไขปัญหาหมอกควัน เช่น การให้เช่าพื้นที่ป่าปลูกไม้เศรษฐกิจ กล่าวคือให้ชาวบ้านรวมตัวกันเช่าพื้นที่ 800 ไร่ ทยอยปลูกพืชเศรษฐกิจปีละ 25 ไร่ แล้วตัดขายสร้างรายได้ต่อเนื่อง และลดการเผาพื้นที่ทำการเกษตรอีกด้วย อย่างไรก็ตามโมเดลนี้ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะอนุมัติให้มีการเช่าพื้นที่ป่าได้หรือไม่"

 นายอมรพันธุ์ กล่าวว่า ยังมีโมเดลการผลิตปุ๋ยหมักภายใน อปท.แต่ละแห่ง หรืออาจจะรวมกลุ่มกันใน อปท.ใกล้เคียง โดยจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสนับสนุนเครื่องย่อยสลายหรือเครื่องบดกิ่งไม้ให้ เป็นการช่วยลดการเผาด้วย เช่น ในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม มีตอซังข้าวโพดเหลือจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตปีละกว่า 3.7 หมื่นต้น ยังใช้วิธีกำจัดด้วยการเผาอยู่ หากได้รับการสนับสนุนจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และปุ๋ยหมักที่ได้ก็จะนำมาใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายต่อได้อีกด้วย

 พร้อมกันนี้ยังมีโมเดลสร้างโรงงานพลังงานความร้อนชีวมวลขนาดเล็กขนาด 500-10,000 เมกะวัตต์ ผลิตกระแสไฟฟ้าจากเศษวัชพืชแล้วจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะต้องไม่กระทบต่อการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำเศษกิ่งไม้มาทำพลังงานความร้อนชีวมวล โดยปลายปี 2553 จะมีการสรุปโมเดลที่จะนำมาปฏิบัติ

 ขณะที่ รศ.นพ.ชายชาญ โพธิ์รัตน์ หน่วยวิชาโรคระบาดทางเดินหายใจ เวชบำบัดวิกฤติและภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (Particulate Matter :PM 10) ที่มีอนุภาคเล็กกว่า 10 ไมครอน ที่ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐานไว้ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นั้นไม่เหมาะสม เพราะองค์การอนามัยโลกกำหนดเพียงไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 "พบว่าคนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่จะต้องเผชิญชะตากรรมกับฝุ่นมรณะเฉลี่ยปีละ 4-6 เดือน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของประเทศไทยจะพบว่าคนเชียงใหม่สูดควันเพียงปีละ 1-2 เดือนเท่านั้น จึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดคนเชียงใหม่จึงป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องทุก 5-10 ปี จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็วปอดเพิ่มมากขึ้น และยังพบว่าทุกค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะทำให้ประชาชนเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 27%"

 อย่างไรก็ตาม พบอัตราผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากปัญหาหมอกควันใน จ.เชียงใหม่ เพิ่มขึ้น 0.5% หรือขณะนี้ จ.เชียงใหม่ มีอัตราเสียชีวิตจากปัญหาหมอกควัน 5% ถือว่าเป็นสถิติที่น่ากังวลมาก

 แม้ว่าประชาชนจะมีประสบการณ์กับปัญหาหมอกควันหลายปีต่อเนื่องกัน แต่ดูเหมือนว่าความสามารถในการจัดการปัญหาจะยังไม่ประสบความสำเร็จ คงต้องวัดฝีมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ทำการศึกษาโมเดลการแก้ไขปัญหาระยะยาวว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ หรือเป็นเพียงบทบาทและหน้าที่ที่จะตื่นตัวขึ้นดำเนินการเมื่อเกิดหมอกควันในฤดูกาลต่อไปเท่านั้น

"วรัทยา ไชยลังกา"