ข่าว

โครงกระดูกในตู้ของเบนาซีร์ บุตโต (1)

โครงกระดูกในตู้ของเบนาซีร์ บุตโต (1)

10 พ.ค. 2553

ถ้าหากนาง เบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยของปากีสถานยังไม่เสียชีวิตจากเหตุลอบสังหารอย่างอุกอาจเมื่อปลายปี 2550 ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งหวังจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 โดยทางการยังไม่สามารถกระชากลากตัวผู้บงการอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารมาลงโทษใ

 ป่านฉะนี้ นางเบนาซีร์มีหวังอกแตกตายด้วยความคับแค้นใจจากฝีมือการประหัตประหารอย่างเลือดเย็นจากหลานสาวในไส้แท้ๆ ที่สาวไส้ปัญหา "ศึกสายเลือด" ในตระกูลบุตโตมาให้กากิน โดยไม่นึกถึงคำสอนที่ว่า "ไฟในอย่านำออก" แม้แต่นิดเดียว

 ฟาติมะ บุตโต หลานสาวนอกคอกได้สาวไส้ป้าแท้ๆ ของตัวเองว่าเป็นคนกระหายอำนาจ และไม่มีทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างน้อยก็ในด้านจิตใจและสำนักถึงความเป็นพี่ ต่อการตายของ มูร์ตาซา บุตโต น้องชายตัวเอง ซึ่งก็คือพ่อของฟาติมะ ที่ถูกตำรวจยิงตายหน้าบ้านพักในเมืองการาจีเมื่อปี 2539 ทั้งๆที่นางเบนาซีร์รั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงนั้นแท้ๆ แต่ทำไมถึงไม่คุ้มครองความปลอดภัยของน้องชาย หรือเป็นเพราะว่าตัวเองรู้เห็นเป็นใจกับการสังหารครั้งนั้น

 คำถามนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง "บทเพลงแห่งโลหิตและดาบ" ของฟาติมะที่เพิ่งวางแผงเมื่อเร็วๆนี้ เนื้อหานั้นเผยถึงประวัติศาสตร์โชกเลือดของตระกูลต้องคำสาปนี้ดุจเดียวกับตระกูลเคนเนดีแห่งแดนดินถิ่นอินทรีผยองอเมริกา

  นับตั้งแต่ ซุลฟิการ์ อาลี บุตโต ต้นตระกูล ผู้กรุยอาณาจักรทางการเมืองให้ทายาทบุตโตได้ก้าวมาปกครองประเทศ นับตั้งแต่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของประเทศ แต่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำคนแรกที่ได้รับเลือกตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถด้วยการถูกแขวนคอจากฝีมือของเผด็จการพล.อ.เซีย อุล ฮัค เมื่อปี 2522

 จากนั้นเป็นต้นมา ทายาทสายตรงของอาลี บุตโตก็มีอันเป็นไปในทุกๆ สิบปี จนมีความเชื่อในหมู่คนในตระกูลนี้ว่าเป็นอาถรรพณ์ที่ทำให้ตระกูลบุตโตต้องสังเวยชีวิตคนใดคนหนึ่งในทุกๆ ทศวรรษ

 อาถรรพณ์ที่ทำให้อาลี ผู้เป็นปู่ถูกแขวนคอตาย มูร์ตาซา ผู้เป็นพ่อที่ถูกยิงตาย ชาห์นาวาซ ผู้เป็นอาถูกวางยาพิษตาย และเบนาซีร์ผู้เป็นป้าถูกลอบสังหาร

 "เป็นหนังสือที่ฉันรู้ตัวเองดีว่าจริงๆ แล้วอยากเขียนเรื่อง "การเดินทางผ่านความทรงจำของพ่อ" มากกว่า" ฟาติมะ วัย 26 ปี อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์ก ก่อนจะต่อปริญญาโทที่ศูนย์ศึกษาแอฟริกาและเอเชียในกรุงลอนดอน สุดท้ายก็กลับมาเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในปากีสถาน ให้ความเห็น