ข่าว

"โรดแม็พ"แค่ประคองพ้นวิกฤติลดช่องว่างต้องช่วยกันทุกภาคส่วน

"โรดแม็พ"แค่ประคองพ้นวิกฤติลดช่องว่างต้องช่วยกันทุกภาคส่วน

09 พ.ค. 2553

หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาเสนอการสร้างกระบวนการปรองดอง (โรดแม็พ) ใน 5 องค์ประกอบ

ได้แก่ 1.การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.การแก้ไขปัญหาพื้นฐานความไม่เป็นธรรมในสังคม 3.การทำหน้าที่สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก 4.การชำระสะสางเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนมีผู้เสียชีวิต และ 5.การกำหนดกติกาทางการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งดูเหมือนจะจุดประกายความหวังให้แก่หลายฝ่ายที่พอจะมองเห็นทางออกของประเทศไทยอยู่บ้าง หลังจากจมอยู่กับปัญหาความขัดแย้งมานาน โดยเฉพาะภาคธุรกิจนั้น ส่งเสียงเชียร์กันเต็มที่
 
 ชี้แนวทางสร้างสรรค์แต่ขาดไส้ใน

 นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โรดแม็พดังกล่าวเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ แม้ขณะนี้จะยังขาดในรายละเอียดอยู่บ้าง แต่ก็เป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วน คือ ทั้งภาครัฐ เอกชน กลุ่มผู้ชุมนุม และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ควรช่วยกันสนับสนุน ประคับประคองให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปให้ได้

 "เชื่อว่าคงไม่มีใครที่จะสามารถทำได้ตามที่ตนเองต้องการทั้ง 100% แต่ก็น่าจะมาพบกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง เพื่อช่วยกันประคับประคองให้โรดแม็พเป็นที่ยอมรับได้ โดยไม่ควรช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกัน"

 นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า แผนปรองดองของรัฐบาลคือ จุดเริ่มต้นในการเปิดทางเพื่อแก้ไขปัญหา และภาคเอกชนก็เอาใจช่วย ที่ผ่านมาผู้ประกอบการยากลำบากมามากพอสมควร หากปัญหายืดเยื้อออกไปอีกก็จะประสบกับปัญหาอย่างแน่นอน

 ส่วนนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ ทุกคนก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ส่งผลดีต่อการลงทุนให้เดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเรื่องของรายได้ ก็จะออกมาจับจ่ายใช้สอย เพียงแต่ขอให้มีความเชื่อมั่นกลับมา แต่หากไม่มีก็จะมีผลกระทบในทุกเรื่อง

 "เชื่อว่าเมื่อมีความปรองดองกลับมาแล้ว ความเชื่อมั่นก็จะมีมากขึ้น ดังนั้นจึงขอให้เรามีความปรองดองกัน การลงทุนก็จะกลับมาเอง ประเทศชาติก็จะเดินก้าวหน้าต่อไปได้" นายขรรค์กล่าว
 
 หนุนลดความเหลื่อมล้ำศก.-สังคม

 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การประกาศโรดแม็พออกมาคิดว่าเป็นทางออกที่ดี อย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องการปะทะกัน แต่แน่นอนที่ว่าแผนดังกล่าวยังจะต้องมีรายละเอียดที่สลับซับซ้อนพอสมควร ดังนั้นทุกฝ่ายคงจะต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ประเทศ

 ทั้งนี้ ในแง่ของภาคธุรกิจเอง มองว่าองค์ประกอบที่สองว่าด้วยเรื่องของรายได้ ความเหลื่อมล้ำ และรัฐสวัสดิการ ดูจะเกี่ยวข้องกับโดยตรง จึงสมควรที่จะมาร่วมมือกันคิดอ่านว่าอะไรดีที่สุดสำหรับประเทศไทย และแน่นอนว่าจะทำให้มีผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบธุรกิจ คือ หากพูดกันในเรื่องรัฐสวัสดิการ จะทำให้ต้องมีรายจ่ายมากขึ้น ดังนั้นจึงควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการคิดอ่านเพื่อหาทางออกที่ดีให้แก่ประเทศ

 ส่วนภาคประชาชน มีความเกี่ยวข้องในทุกๆ องค์ประกอบ ซึ่งแต่ละเครื่องมีความอ่อนไหวอย่างมาก จึงอยากให้คิดถึงสภาพความเป็นจริงด้วยว่า ทุกอย่างล้วนแต่มีข้อจำกัด การจะหาทางออกให้แก่ประเทศต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถทำได้ในทุกเรื่องโดยไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นเราต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตินี้ไปให้ได้

 ส่วนระยะเวลาการยุบสภาในช่วงปลายเดือนกันยายน และเลือกตั้งใหม่เดือนพฤศจิกายน หากพิจารณาในบางเรื่องแล้วก็ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น การพิจารณางบประมาณปี 2554 น่าจะสามารถหาข้อตกลงได้ รวมทั้งยังมีเรื่องอื่นๆ เป็นจังหวะที่จะให้รัฐบาลสามารถทำงานบางอย่างให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แต่สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงคือ ความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นการวางรากฐานที่ดีจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงใด เมื่อมีการวางรากฐานที่ดีแล้ว ก็จะสามารถมีความต่อเนื่องในการบริหารประเทศต่อไปได้

 สำหรับปัจจัยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ จะมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ ปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่จะสะท้อนในเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว อีกส่วนคือ ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งเท่าที่ติดตามในขณะนี้ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้วถึงไตรมาส 1 ของปีนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไปได้ค่อนข้างดี แต่จะมีความเสี่ยงบ้างในเรื่องของเศรษฐกิจยุโรป และประเทศเศรษฐกิจใหญ่ๆ เช่น จีน แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยด้วย ในส่วนปัจจัยในประเทศ หากความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายลง ก็จะเป็นตัวเสริมอย่างดีให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ดี
 
 แบงก์รับชนบทเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน

 นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า โรดแม็พที่นายกรัฐมนตรีเสนอมานั้นจะเป็นการถอยคนละก้าวเพื่อไปสู่ความปรองดอง หากสถานการณ์จบโดยเร็วก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะทั้งการบริโภค การส่งออกของไทยในขณะนี้ขยายตัวได้ดี มองว่า จีดีพีปีนี้จะเติบโตได้ 5% แต่ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย

 ทั้งนี้ ประเด็นน่าสนใจที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นมาอยู่ในแผนโรดแม็พด้วยคือ ประเด็นความเหลื่อมล้ำ จะทำอย่างไรที่จะเปิดโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การศึกษา และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการแก้กฎหมาย ต้องกำหนดเป็นมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปัจจุบันพบว่าคนในชนบท หรือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ เนื่องจากเป็นการทำธุรกิจแบบไม่มีสินทรัพย์ ดังนั้นควรต้องมีวิธีในการสร้างกฎหมาย หรือแก้กฎหมายให้มีลักษณะของสินทรัพย์ให้มากขึ้น

 เช่น พ่อค้าแม่ค้าในตลาด อย่างแผงขายสินค้ามานานกว่า 5-10 ปี แต่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ของตัวเอง หากมีวิธีว่าให้นำสัญญาเช่ามาเป็นหลักประกันในการขอกู้เงินได้ ก็จะทำให้คนเหล่านี้สามารถขอสินเชื่อได้ แต่จะต้องมีการแก้กฎหมายรองรับ
 
 จากนั้นคงจะต้องมาดูในเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศให้ชัดเจนว่าเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราจะพบว่ามีการพัฒนาไปพอสมควร เราจึงจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณาว่าจะปรับตัวอย่างไร จะสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างไร โดยกำหนดไปเลยว่าเราจะเป็นประเทศอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือด้านบริการ โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาไปทางด้านใดด้านหนึ่ง แต่การจะพึ่งพาแรงงานอย่างเดียวคงไม่ได้

 แนะทบทวนแผนพัฒนาฉบับที่ 10

 ขณะที่ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวสนับสนุนแผนการปรองดองแห่งชาติ โดยเฉพาะในประเด็นแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวกับการกระจายรายได้ โดยระบุว่า อาจต้องกลับไปพิจารณาทบทวนรายละเอียดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือไม่ เนื่องจากพบว่าปัจจุบันการกระจายรายได้สู่ภาคประชาชนกลับลดลง

 อย่างไรก็ตาม มองว่าระยะเวลา 6 เดือนของรัฐบาล คงไม่เพียงพอที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะดำเนินการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่ารัฐบาลต่อจากนี้จะเข้ามาสานต่อและผลักดันแนวคิดดังกล่าวต่อเนื่องหรือไม่

 นายอัทธ์กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า หากต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ รัฐจะต้องมุ่งเน้นแก้ปัญหาให้คน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย กับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านรายได้ โดยกลุ่มเกษตรกรนั้น รัฐบาลต้องคิดใหม่ ยกเลิกการใช้นโยบายด้านราคาแก้ไขปัญหาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม เช่น การแทรกแซง แต่ต้องนำกลไกด้านการตลาดมาใช้แทน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอย่างจริงจัง