ข่าว

ขวาจัดคลั่งชาติแบบรัสเซีย

ขวาจัดคลั่งชาติแบบรัสเซีย

10 พ.ค. 2553

อุดมการณ์ขวาจัดคลั่งชาติอาจแลดูล้าสมัยในโลกที่ยึดถือประชาธิปไตย ทุกคนเสมอภาคและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่อุดมการณ์แบบนี้ไม่เคยตาย ทั้งยังสามารถขยายตัวตามความสามารถของผู้นำ ระบบการจัดการ การส่งกำลังบำรุงและระดมสมาชิก เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงก็คือความเกลีย

 นับตั้งแต่โซเวียตล่มสลาย รัสเซียกลายเป็นประชาธิปไตยทุนนิยมที่นำความกินดีอยู่ดีระดับหนึ่งมาสู่ประเทศก็จริง แต่ก็สร้างช่องว่างทางชนชั้นให้คนส่วนหนึ่งของประเทศขมขื่นอย่างหนัก พร้อมกับความไม่พอใจที่ว่าทำไมเจ้าของประเทศอย่างตนจึงไม่ได้ดีในประเทศแม่ ความผิดพลาดของโชคชะตาน่าจะมาจากคนต่างเชื้อชาติและคนที่เอื้อประโยชน์ต่อชาวต่างชาตินั้น เริ่มต้นความคิดแบบนี้ก็นำไปสู่การแสวงหาอุดมการณ์มาล้างสมองตนเอง แนวคิดแบบ นีโอนาซี หรือ นาซีใหม่ นั้นออกจะถูกใจพวกนี้กว่าเพื่อน ทั้งที่เอาแบบมาจากเยอรมนีอดีตศัตรูสมัยสงครามโลก นั่นก็เพราะลัทธินี้ตรงๆ ดิบๆ ไม่อ้อมค้อม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทีหรือลงมือปฏิบัติการ ว่ากันว่าเวลานี้รัสเซียมีชาวนาซีใหม่ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นคน เกกมะเหรกเกเรสารพัด ที่สำคัญคือทำร้ายและสังหารคนไปปีละร่วมร้อยคน เป้าหมายหลักๆ ก็คือ พวกผู้อพยพจากแคว้นไกลโพ้นที่เป็นมุสลิม พวกสื่อมวลชนและพวกโปรตะวันตก

 แก๊งสหภาพสลาฟซึ่งเพิ่งถูกศาลสั่งแบนนั้นอ้างว่ามีแนวร่วมถึง 25 ล้านคน มีสมาชิกเข้าพัวพันกับอาชญากรรมมากมาย มีสื่อ มีอาวุธของตนเอง เมื่อต้นปีก็โดนกวาดจับไปหลายคน แต่ยังคงก่ออาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวท้าทายอำนาจรัฐของคนเหล่านี้ที่รุนแรงกว่าชาติยุโรปตะวันตกอย่างเช่นฮอลแลนด์หรือเยอรมนีต้นตำรับ น่าจะมาจากการที่รัสเซียมีวัฒนธรรมของการมี “กลุ่มพลเรือนติดอาวุธ” กร่างตั้งแต่อดีต การที่เคยเป็นสังคมแบบยึดอำนาจเป็นธรรม นึกจะเก็บจะฆ่าใครก็ได้แบบยุคสตาลินนั้นยังมีผลต่อจิตใจของคนในสังคม ก่อเป็นอำนาจนอกรัฐธรรมนูญคอยเล่นงานคนเห็นต่างในปริมาณที่มากกว่ายุโรปตะวันตกที่เรื่องของการเจรจายังเป็นสรณะหลัก

 การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คิดแค่ว่าทำผิดกฎหมายก็ต้องติดคุกเท่านั้น เพราะรากฐานของปัญหาเกี่ยวโยงกับหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยาก ยิ่งประเทศกำลังคลอนแคลนจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การที่ใจกลางเมืองหลวงถูกคนต่างศาสนาบอมบ์เมื่อไม่ถึงสองเดือนก่อนจนมีคนตายมากก็ย่อมปลูกฝังความแค้นให้แก่พวกขวาจัดยิ่งขึ้น แน่นอนว่าการแก้ปัญหาทั้งเชิงรุกและเชิงป้องกันต้องดำเนินไป แต่ครั้นจะให้สร่างซาสิ้นไปจริงๆ อาจต้องรอให้ประเทศเปลี่ยนยุคก็เป็นได้