
ทหาร ถอดกระสุนปืนออกเดี๋ยวนี้ !!!
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ถือเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกอย่างยิ่งครั้งหนึ่งของเมืองไทย จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงของเหล่านิสิตนักศึกษาประชาชนอย่างกว้างขวางและมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ดังนั้นรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 2 มีนาคม 2500 จากนั้นในวันเดียวกันนี้ก็มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งติดตามมาให้ฝ่ายทหารซึ่งมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก รับดาบอาญาสิทธิ์จากรัฐบาลไปปราบปราม “การก่อการร้าย” ครั้งนี้...
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและปราบปราม การก่อการร้าย ตามคำแถลงการณ์ของรัฐบาลฉบับที่ 1 ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2500 ดำเนินไปโดยเรียบร้อย คณะรัฐบาลจึงลงมติมอบให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บัญชาการฝ่ายทหารดำเนินการสั่งใช้กำลังกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และตำรวจโดยเด็ดขาด
ประกาศมา ณ วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2500
ลงชื่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
“เผือกร้อน” จากรัฐบาลจึงถูกโยนมาอยู่ในมือทหาร ณ บัดนั้น...
แม้จะมีท่าทีอันดุดันจากรัฐบาลทั้งจากประกาศและการเคลื่อนย้ายกำลังตำรวจทหารทั่วกรุงเทพฯ แต่การชุมนุมประท้วงก็มิได้เบาบางลงแต่อย่างใด ตรงข้ามกลับขยายตัวมากยิ่งขึ้น “สมบูรณ์ วรพงษ์” บันทึกเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ไว้อย่างละเอียดในหนังสือชื่อ “ยึดรัฐบาล”ดังนี้...
“15.00 น. บรรดานิสิตจำนวนพันก็มุ่งออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปยังกระทรวงมหาดไทยด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยและอย่างสงบ ที่หน้ากระทรวงมหาดไทย รถดับเพลิงตั้งจังก้าคุมเชิงอยู่ รถวิทยุกองปราบปรามสามยอด หรือที่เรียกกันว่า “ฉลามบก” แล่นผ่านไปมาฉวัดเฉวียน
บรรดานิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่างทยอยกันมาลงสมทบ สนามหญ้าหน้ากระทรวงแออัดด้วยเหล่านิสิตชายหญิง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด แต่แววตานั้นเล่า วาวโรจน์แสดงถึงความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ และความหวังอันเปี่ยมไปด้วยการอยากเห็นสีแสงของประชาธิปไตยอันสมบูรณ์
ขบวนนิสิตนักศึกษาจำนวนหมื่นยึดที่มั่นหน้ากระทรวงมหาดไทย เรียกร้องขอพบนายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นข้อเสนอทั้ง 6 ข้อ มิไยที่ พล.ต.อ.หลวงชาติตระการโกศล อธิบดีกรมมหาดไทย หรือพระยารามราชภักดี ปลัดกระทรวง จะมาชี้แจงและยอมรับข้อเสนอไปให้จอมพล ป.พิจารณา นิสิตทั้งหมดยืนหยัดอยู่ในเจตจำนงเดิมให้พบให้ได้
และแล้วที่หมายของเขาคือ ทำเนียบตราไก่อันโอ่อ่า !
ทั้งหมดมุ่งหน้าต่อไป---และต่อไป---ที่หมายของเขาคือทำเนียบรัฐบาลและจอมพล ป.
ที่สะพานมัฆวาน ทหารขยายแถวสวมดาบปลายปืนคมวับ หันปากกระบอกเข้าหาขบวนนิสิตนักศึกษาและประชาชนจำนวนหมื่น ทหารผู้เคร่งครัดต่อวินัยเตรียมพร้อมจะลั่นกระสุนเข้าใส่กลุ่มประชาชนผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเขา หากผู้ใหญ่คนหนึ่งคนใดสั่ง แต่ขบวนผู้เดินด้วยมือเปล่าและพลังของการต่อสู้หาประหวั่นพรั่นพรึงไม่ หากกระสุนลั่นออกไปเพียงนัดเดียวเท่านั้น ก็หมายถึงหลายสิบหลายร้อยชีวิตจะต้องดับสูญลง ขบวนประชาชนอันมีแต่มือเปล่าก็จะต้องดาหน้าเข้าหากองทหารให้แหลกไปข้างหนึ่ง
แต่แล้วพระสยามเทวาธิราชยังคุ้มครองเมืองไทยและเลือดเนื้อของประชาชนชาวไทยอยู่ นั่นคือมีวีรบุรุษแห่งสะพานมัฆวานเกิดขึ้น เขาเป็นเพียงนายร้อยเอกเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งชื่อเสียงของเขาอาจมีคนรู้จักไม่กี่คน เขาตัดสินใจในวินาทีเลือดนั่นเองสั่งทหารเฉียบขาดว่า
“ทหารถอดกระสุนปืนออกเดี๋ยวนี้”
นั่นเองจึงเป็นการป้องกันชีวิตของประชาชนได้อย่างหวุดหวิด”
บัญชร ชวาลศิลป์



