
รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์9พ.ค.
นายกรัฐมนตรีอธิบายที่มาและหลักคิดของแผนกระบวนการปรองดองใน 5 องค์ประกอบ และปัญหาของการยุบสภาหรือไม่ยุบสภา
วันนี้ (9 พ.ค.) เวลา 09.00 น. ณ ศาลากิตติสุข กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 67 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพทุกท่านครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนในฐานะพสกนิกรชาวไทย คงจะมีความรู้สึกปลาบปลื้มที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีในวันฉัตรมงคลที่ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง วันนั้นพสกนิกรชาวไทยจำนวนมากได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดระยะเส้นทางจากโรงพยาบาลศิริราช มาจนถึงบริเวณพระบรมมหาราชวัง ทั้งเส้นทางที่เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีและเสด็จฯ กลับ ซึ่งผมเชื่อครับว่าจากที่พี่น้องประชาชนคนไทยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ได้มีโอกาสชมทางโทรทัศน์ และได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นกำลังใจและความปลาบปลื้มใจสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งชาติ
ในค่ำวันเดียวกันครับเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม วันฉัตรมงคลนั้น รัฐบาลได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานสโมสรสันนิบาต ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่พิเศษ เพราะว่าเป็นการครบรอบ 60 ปีบรมราชาภิเษก ซึ่งก็มีการจัดนิทรรศการและมีการเชิญแขกซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญทั้งในวงการทางการเมือง ทางธุรกิจ และวงการอื่น ๆ มาร่วมในงาน ตลอดจนทูตานุทูต เช่นเดียวกันครับบรรยากาศในงานนั้นก็ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้ติดตามงานนั้นมีความรู้สึกมีความสุขกับการที่รัฐบาลได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานเพื่อถวายความจงรักภักดี พร้อมๆ กันไปครับในบริเวณตั้งแต่ลานพระราชวังดุสิต หรือลานพระบรมรูปทรงม้า ยาวไปตลอดเส้นทางถนนราชดำเนินนั้นก็มีการจัดงาน เพื่อเฉลิมฉลองหรือเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันฉัตรมงคลเช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละคืนที่ผ่านมานั้นก็มีพี่น้องประชาชนจำนวนมากได้ไปร่วมงาน ก็อยากจะขอเรียนครับว่างานนี้ก็จะจัดขึ้นจนถึงคืนนี้นะครับเป็นคืนสุดท้าย เพราะฉะนั้นก็ยังอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้ร่วมกันถวายความจงรักภักดี และชมงานที่รัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือหน่วยงานต่าง ๆ ได้จัดขึ้น ซึ่งผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งได้ทุ่มเทในการจัดงานนี้ให้สมพระเกียรติและเป็นงานที่มีความยิ่งใหญ่ ทำให้พี่น้องประชาชนแต่ละคืนนั้นก็คงจะเป็นนับแสนคนที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวและมาชมงานนี้
พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเป็นสัปดาห์ที่ผมได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่าแผนปรองดองหรือกระบวนการปรองดองเพื่อแก้ไขปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ สำหรับรายการในวันนี้ในช่วงแรกผมคงจะได้อธิบายอีกครั้งหนึ่งว่าแผนดังกล่าวนั้นมีหลักคิดที่มาและมีรายละเอียดอย่างไร มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ส่วนในช่วงที่ 2 นั้นคงจะได้มาพูดถึงประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับแผนนี้ ก็คือเรื่องปัญหาของการยุบสภาหรือไม่ยุบสภา และในช่วงท้ายคงจะได้มีโอกาสตอบข้อซักถามต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากมายตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปฏิกิริยาจากกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมต่อแผนดังกล่าว
พี่น้องครับแผนการปรองดองนั้นเป็นแผนที่ผมได้สดับตรับฟังมาจากพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มพยายามที่จะคิดค้นหาคำตอบว่าบ้านเมืองของเราที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ มีความแตกแยกนั้นมีสาเหตุมาจากตรงไหนอย่างไรบ้าง และพยายามที่จะดูว่าอะไรที่จะทำให้สังคมไทยนั้น กลับมามีความสมัครสมานสามัคคีปรองดองสมานฉันท์เหมือนเดิม แผนนี้อย่างที่ผมได้กล่าวไปครับเป็นสิ่งที่ผมได้ใช้เวลาในการคิดทั้งในช่วงระยะเวลาของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และรวมไปถึงการสะสมความคิดความเห็นจากประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่บ้านเมืองของเรานั้นมีความขัดแย้ง แผนนี้ผมได้นำเสนอไปเมื่อวันจันทร์ และบอกว่าเป็นแผนที่ผมได้มองดูว่าอะไรบ้างคือปัจจัยที่จะช่วยทำให้บ้านเมืองกลับมามีความสงบสุข อะไรบ้างคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ความแตกแยกที่ร้าวลึกจนถึงในปัจจุบัน แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไร
แผนนี้มี 5 องค์ประกอบครับ องค์ประกอบที่ 1 ผมมาคิดถึงเรื่องของการที่เรามีสถาบันหลักของชาติ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจหลอมรวมพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมถือว่าประเทศไทย คนไทยโชคดีครับ มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้เป็นหลักชัยให้กับพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงทุ่มเทพระวรกาย กำลังพระราชทรัพย์ และทรงอุทิศเวลาในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด และที่สำคัญก็คือได้พระราชทานแนวพระราชดำริที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความรู้รักสามัคคีและความพอเพียง ตรงนี้ครับคือจุดที่เป็นที่มาในส่วนองค์ประกอบแรกของแผน ที่ผมได้เรียนว่าถึงเวลาแล้วครับที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะต้องมาร่วมกันทำอย่างไรไม่ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพเทิดทูนของพี่น้องประชาชนนั้นถูกล่วงละเมิด และให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้ตระหนักได้เข้าใจถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์
จริงอยู่ครับขณะนี้มีขบวนการซึ่งเข้ามาล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้มีการบอกกล่าวให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ และขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็ได้รับเรื่องของคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้เข้าไปไว้ในการดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อมีการจับกุมบุคคลที่กระทำความผิด และได้มีการดำเนินการไปตามกฎหมาย ขณะเดียวกันเครือข่ายที่เราค้นพบที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ก็เริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หลายคนสอบถามครับว่าการดำเนินการไปตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว เหตุใดจะต้องมีเรื่องนี้เข้ามาในส่วนของกระบวนการของการปรองดอง เหตุใดจะต้องมีเรื่องนี้เข้ามาเป็นกระบวนการซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายของบ้านเมือง ผมอยากทำความเข้าใจอย่างนี้ครับ กระบวนการตามกฎหมายก็ต้องเดินไปครับ แต่กระบวนการตามกฎหมายนั้นจะเดินไปโดยหวังพึ่งเฉพาะเจ้าหน้าที่อย่างเดียว ผมคิดว่าไม่เพียงพอ
วันนี้สิ่งที่ผมอยากจะเห็นเกิดขึ้นก็คือว่าพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม กลุ่มการเมืองทุกกลุ่มไม่ว่าจะบอกว่าตัวเองสีอะไรนั้น ต้องเข้ามามีบทบาทในเชิงรุกต่อเรื่องนี้ เชิงรุกทั้งสองด้านครับ ด้านที่ 1 ก็คือช่วยกันทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวข้องกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสังคมของเรา ซึ่งที่ผ่านมาเรามีขบวนการที่จะล่วงละเมิด และมักจะแพร่ขยายไปยังต่างประเทศบ้าง หรือที่อื่นบ้าง ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบางครั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เท่าที่ควร ตรงนี้ครับสิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องคือว่าทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันทำหน้าที่ในการเผยแพร่และทำความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อม ๆ กันนั้นครับการบังคับใช้กฎหมายที่ได้ผลนั้น วันนี้เราจะต้องไม่ให้ใครมาบอกเพียงแค่ว่าปัญหาการล่วงละเมิดกฎหมายในเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับผม ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน ไม่ได้ครับ เราจะได้เอาข้อมูลซึ่งปัจจุบันนั้นทางการมีอยู่แล้ว และกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอยู่เกี่ยวกับเครือข่ายต่าง ๆ แล้วใครก็ตามซึ่งมีความคุ้นเคย มีความสัมพันธ์กับบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายนี้ต้องมาร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อที่จะทำให้กระบวนการในเรื่องนี้นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าถ้าเราได้แสดงออกตรงนี้ร่วมกัน พี่น้องประชาชนจะสบายใจครับ เพราะส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาของความแตกแยกคือว่าพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศยอมไม่ได้ที่จะเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นถูกล่วงละเมิด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็มีการพูดกันและนำมาสู่ประเด็นที่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งผมไม่ประสงค์จะให้เป็นเช่นนั้น จึงจะต้องมีกระบวนการพิเศษที่ดึงทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงานในเรื่องนี้ เพื่อปรากฏต่อสาธารณะให้เห็นชัดเจนครับว่าพวกเราทุกคนนั้น ไม่ว่าจะมีความคิดความอ่านความเชื่อในทางการเมือง หรือในเรื่องอื่น ๆ อย่างไรนั้น ก็จะมาทำงานนี้ด้วยกัน นั่นคือองค์ประกอบที่ 1 ของแผนของการปรองดอง
องค์ประกอบที่ 2 เป็นเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน โครงสร้างของสังคมที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากมักจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมีความรู้สึกว่าตัวเองด้อยโอกาส และประชาชนกลุ่มนี้ล่ะครับ เมื่อไหร่ก็ตามซึ่งมีการเคลื่อนไหว มีการชุมนุมทางการเมือง ก็จะถูกดึงเข้าไปร่วมกระบวนการต่าง ๆ เพราะมีความรู้สึกว่าจะเป็นการได้โอกาสในการที่จะแสดงออกถึงการมีสิทธิมีเสียง ถึงจะได้มีบุคคลที่จะได้ยินข้อเรียกร้องความเดือดร้อน ความทุกข์ร้อนต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน ตรงนี้ครับผมอยากจะย้ำครับว่าแม้ว่ารัฐบาลทุกชุดพยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องของความยากจน ทุกรัฐบาลจะมีโครงการ รัฐบาลนี้ก็มีครับที่เราทำตั้งแต่เด็กเล็กมาจนถึงพูดง่าย ๆ ตั้งแต่เกิดจนตายเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศูนย์เด็กเล็ก การเรียนฟรี การฝึกอาชีพ การเข้ามาดูแลในเรื่องของสวัสดิการของผู้สูงอายุ ไปจนถึงการช่วยเหลือในเรื่องของภัยพิบัติต่าง ๆ รวมไปถึงการมีกลไกพิเศษมาดูแลเรื่องที่ทำกิน เรื่องหนี้สิน ไปจนถึงการที่จะพยายามดูแลพี่น้องเกษตรกรในชนบทว่าด้วยโครงการประกันรายได้ เราทำสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้นก็ตามครับความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ ความยากจนที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางเรื่องอาจจะไม่ใช่ในเรื่องของรายได้อย่างเดียว แต่ความรู้สึกว่าการได้รับการปฏิบัติจากทางการ จากราชการ กฎระเบียบ การใช้อำนาจนั้นทำให้พี่น้องประชาชนมีความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม ตรงนี้ครับต้องสะสางแบบเป็นระบบ
สิ่งที่เราจะดำเนินการในองค์ประกอบที่ 2 ของแผนการปรองดอง คือการปฏิรูป สิ่งที่เรียกว่าการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งหลายหน่วยงานภาคประชาสังคมเขาทำอยู่แล้ว ผมได้มีโอกาสเชิญองค์กรต่าง ๆ เข้ามาเพื่อปรึกษาหารือในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปก็คือในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคม คณะกรรมการซึ่งทำงานที่ดูแลในเรื่องของการพัฒนาชุมชนนั้น จะมีการประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อแผนในส่วนนี้ และในวันที่ 13 พฤษภาคมจะได้มีการนำข้อเสนอเบื้องต้นยื่นให้กับผม และหลังจากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ คือวันที่ 20 พฤษภาคมจะได้มีการจัดประชุมสมัชชาเพื่อเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนในภาคส่วนต่าง ๆ นั้นได้มาระดมความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง
แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาซึ่งผมอยากจะเรียนว่าต้องใช้เวลาในการแก้ไข อย่าว่าแต่ 4 เดือน 6 เดือนหรือ 1 ปี 8 เดือน 9 เดือนเลยครับ เวลาเหล่านั้นไม่พอหรอกครับ แต่สิ่งที่เราจะทำหลังวันที่ 20 คือเราควรจะมีข้อยุติในเรื่องของการมีกลไกพิเศษขึ้นมา เป็นกลไกซึ่งจะอยู่และก็ทำงานเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องข้ามรัฐบาลหลังจากที่มีการเลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งบุคคลที่จะเข้ามานั้นก็จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากสังคม มีความหลากหลาย ไม่ถูกชี้นำโดยภาคราชการ ขณะเดียวกันกลไกนี้ก็จะเป็นกลไกที่ราชการนั้นจะต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นั่นก็คือเป็นกลไกที่รัฐบาลให้การรับรองจะโดยคำสั่งซึ่งออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหรืออะไรก็แล้วแต่ พร้อม ๆ กันนั้นหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานกลางของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ หรือกระทรวงการคลัง นั้นก็ต้องเข้ามาช่วยทั้งในงานทางด้านธุรการ ทั้งในการสนับสนุนทางด้านงบประมาณ ซึ่งจะได้มีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากให้ความมั่นใจ ว่าแผนในส่วนที่ 2 นี้เริ่มต้นเดินแล้ว มีความชัดเจนตามสมควร และภายในระยะเวลาประมาณ 10 วันข้างหน้า ก็จะมีความชัดเจนครับว่าจะสามารถเดินบรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายตรงนี้ได้อย่างไร ปัญหาทั้งหมดจะต้องถูกนำมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในแง่ของโครงสร้าง ความยากจน ความไม่เป็นธรรมโดยทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่เป็นปัญหาเฉพาะของคนชายขอบ ของคนไร้ที่ทำกิน ของคนหนี้สินท่วมตัว และกลุ่มอื่น ๆ ทั้งหมดนี้จะต้องเข้ามาสู่กระบวนการตรงนี้ เพื่อมิให้พี่น้องประชาชนคนไทยคนใดเลยมีความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่ได้รับความเป็นธรรม และในที่สุดก็จะต้องเข้ามาชุมนุมเคลื่อนไหว เรียกร้อง จะเป็นทางการเมือง หรือทางอื่นก็ตาม อันนี้ก็คือส่วนที่ 2 ที่เราจำเป็นจะต้องแก้ไขเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง
องค์ประกอบที่ 3 เป็นเรื่องของสื่อสารมวลชน ตรงนี้ก็อยากจะบอกตรงไปตรงมาล่ะครับว่าประเทศไทยนั้นที่จริงแล้วเราก็ให้สิทธิเสรีภาพกับสื่อสารมวลชนมากที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ว่าในระยะหลังต้องยอมรับครับว่าการต่อสู้ในทางการเมืองนั้น เรื่องของข่าวสารเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเครื่องมือที่ใช้ต่อสู้ในทางการเมืองนั้น ก็จะก้าวล่วงเข้ามาสู่เรื่องของสื่อต่าง ๆ ค่อนข้างชัดเจน มีการใช้สื่อ ด้านหนึ่งก็บอกว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่พึงจะกระทำได้ แต่อีกด้านหนึ่งนั้นสื่อหลายส่วนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นในโลกปัจจุบันครับที่เทคโนโลยีก้าวไกลไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโทรทัศน์ดาวเทียม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวิทยุชุมชน และรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ๆ เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามีการใช้สื่อหลายประเภททำให้เกิดความเกลียดชัง ทำให้เกิดความรู้สึกที่มีความรุนแรง และบางครั้งก็มีการใช้สื่อเหล่านี้พูดง่าย ๆ เหมือนกับเป็นศูนย์บัญชาการการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นการยั่วยุเป็นการปลุกระดม ซึ่งตรงนี้ต้องแก้ไข
ผมจึงได้นำเสนอว่าการปฏิรูปสื่อ เพื่อที่จะให้สื่อสารมวลชนต่าง ๆ นั้นมามีบทบาทในลักษณะที่สร้างสรรค์มากขึ้นนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน การดำเนินการนั้นจะประกอบไปด้วย 2-3 แนวทาง แนวทางแรกนั้นคงจะต้องเป็นเรื่องของกฎหมาย ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนั้นในภาวะปกติ กฎหมายที่จะเอื้อมเข้าไปดูแลจัดการตรงนี้นั้นยังมีข้อจำกัดมาก เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้จะทำได้เป็นในลักษณะของชั่วครู่ชั่วยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือช่วงที่มีการประกาศฉุกเฉิน หรือภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบลง เราคงไม่ประสงค์จะให้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินหรือภาวะฉุกเฉินร้ายแรงต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นขณะนี้ผมได้ให้มีการยกร่างกฎหมาย ซึ่งจะต้องนำไปสู่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าจะทำอย่างไรที่จะให้เราสามารถที่จะมีการเข้าไปควบคุมดูแลในเรื่องของสื่อต่าง ๆ ไม่ให้มีบทบาทในการยั่วยุ ปลุกระดม หรือนำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง และความรุนแรงในสังคม
ตรงนี้ก็จะเชื่อมโยงมาในส่วนที่ 2 คือบทบาทขององค์กรที่จะต้องเข้ามาทำงานในเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้ในเบื้องต้นผมมองเห็นว่าคณะกรรมการซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระกำกับดูแลในเรื่องนี้ ก็คือ กทช. ในปัจจุบัน และจะเป็น กสทช. ในอนาคต น่าจะต้องมีบทบาทเป็นหลักในเรื่องนี้ที่จะเข้ามากำกับดูแลเป็นกลไกในการที่จะไม่ให้สื่อต่าง ๆ นั้นถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ทำให้เกิดความแตกแยก และความรุนแรงในสังคม หน่วยงานนี้คงจะต้องทำงานใกล้ชิดด้วยกับบรรดาองค์กรวิชาชีพของสื่อ ซึ่งปัจจุบันนั้นก็เริ่มมีการพัฒนาเพื่อที่จะดูแลตัวเองอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมาทำงานร่วมกับภาครัฐส่วนใดส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะสามารถที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ และในส่วนสุดท้ายคือจะต้องมีองค์กรอิสระที่ประกอบไปด้วยภาคประชาชนที่จะมาเป็นกลไกในการติดตามเพื่อตรวจสอบการทำงานของสื่ออย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งหมดนี้ผมยืนยันครับว่าจะต้องเดินไปสู่จุดที่ไม่ใช่เปิดโอกาสให้รัฐ หรือฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงสื่อ แต่จะต้องมีกติกาของสังคมที่ดี ที่ขีดขอบเขตที่จำกัดสำหรับการที่จะมีการนำสื่อไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งกระบวนการนี้ก็เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมาก เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าระยะหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งที่ดูจะบานปลายได้ง่ายนั้น บทบาทของการใช้สื่อมีไม่น้อยเลยครับในการนำสังคมมาสู่จุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
องค์ประกอบที่ 4 เข้ามาสู่ตัวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากตัวเหตุการณ์ที่เป็นวิกฤตการณ์ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมานี้เอง ตรงนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่องของความคลางแคลงใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่ทำให้มีการสูญเสียชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น 10 เมษายน ไม่ว่าจะเป็น 22 เมษายน 28 เมษายน หรือล่าสุดก็คือคืนเมื่อวานซืนที่มีการสูญเสียอีก ขณะนี้ครับรัฐบาลเองได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาประมวลเหตุการณ์ เพื่อทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้ในการอ้างอิงได้ ขณะเดียวกันครับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่เป็นองค์กรอิสระก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเริ่มต้นในการที่จะสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้ ตรงนี้ครับจะต้องมีการหารือว่าถ้ามีความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ดำเนินการอยู่ ผมก็คิดว่าก็เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากเห็นว่ากลไกนี้จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุง ยังไม่ครบถ้วน ยังไม่รอบด้วย ยังไม่สมดุล ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมาปรึกษาหารือเพื่อเดินหน้าในการทำเรื่องนี้ให้เป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป
ผมเพียงแต่ให้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งครับว่าในส่วนของภาครัฐเองนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลและกองทัพ สิ่งหนึ่งที่เราได้ยืนยันครับก็คือเราพร้อมที่จะให้การร่วมมือกับการตรวจสอบทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์ของการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในอดีตนั้น มักจะมีการนิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ชุมนุมหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกองทัพนั้นมีความมั่นใจครับว่า สิ่งที่ได้ปฏิบัติไปทั้งหมดนั้นเป็นไปตามระเบียบแบบแผนและกฎหมายทั้งสิ้น และเราไม่ต้องการที่จะให้มีการนิรโทษกรรมกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นชนวนและเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นการบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ใจของรัฐบาลเอง พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและทำให้ความจริงในเรื่องนี้มีความกระจ่างชัดออกมา
ประเด็นสุดท้าย องค์ประกอบสุดท้ายข้อที่ 5 ผมอยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถาม ซึ่งผมอาจจะได้พูดในรายละเอียดในช่วงท้ายของรายการ คือเป็นเรื่องของการเมืองล้วน ๆ ครับ หลายคนอาจจะบอกประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนมากนัก แต่ผมก็อยากจะเรียนครับว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว นักการเมืองแม้จะถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่ก็เป็นคนซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในกระบวนการของการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือว่านักการเมืองทุกคนมีมวลชนที่มีความผูกพันกับตัวเองอยู่ไม่มากก็น้อย ความขัดแย้งที่บานปลายมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากความขัดแย้งในหมู่นักการเมืองด้วยกันเอง เกี่ยวข้องกับกติกา เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นธรรมที่เขามองว่าเกิดขึ้นจากหลายเหตุการณ์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถ้าเราจะบอกว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ต้องหยิบยกมาพูดกัน ผมคิดว่าเราไม่อยู่กับความไม่เป็นจริง ดังนั้นข้อขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับกติกาทางการเมือง ความไม่เป็นธรรมทางการเมืองนั้น สมควรที่จะได้ถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อหาข้อยุติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมตอบไม่ได้หรอกครับว่าจะต้องนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมขอยืนยันก็คือว่าในกระบวนการในแผนในองค์ประกอบที่ 5 นี้ ซึ่งผมจะได้มีการปรึกษาหารือกับหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งที่เป็นองค์กรกลาง ทั้งที่เป็นกลุ่ม ส.ว. หรือแม้กระทั่งท่านประธานกรรมาธิการสมานฉันท์ฯ ซึ่งถูกตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว หรือกรรมการสมานฉันท์ที่ถูกตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ตั้งใจจะพบกับท่านอยู่ในวันอังคารนี้ ก็คือกระบวนการที่จะหาข้อยุติตรงนี้ต้องไม่ใช่เรื่องที่นักการเมืองตกลงกันเอง ต้องมีรูปแบบวิธีการที่จะฟังความคิดเห็นจากคนที่ไม่ใช่นักการเมือง และในส่วนตัวของผมของรัฐบาลหรือพรรคที่ผมสังกัด ผมขอยืนยันว่าจะไม่มีการแก้กติกาอะไรใด ๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง อันนี้เป็นสิ่งซึ่งผมอยากให้ความมั่นใจ 5 ข้อนี้ล่ะครับคือองค์ประกอบของแผนของการปรองดอง ซึ่งตรงนี้หลายคนก็เอาไปผูกกับเรื่องยุบสภา ไม่ยุบสภา ผมขอย้ำครับเฉพาะแผนปรองดอง 5 ข้อนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจะคลี่คลายไปในทางใด เป็นงานซึ่งผมยืนยันว่าพวกเราทุกคนควรจะทำ รัฐบาลจะเป็นผู้นำในเรื่องนี้ และได้เริ่มต้นแล้ว และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มให้เข้ามาร่วมในกระบวนการปรองดองนี้ อันนี้คือสาระสำคัญของ 5 ข้อที่ผมมั่นใจว่าคือคำตอบของประเทศไทยในปัจจุบัน เดี๋ยวเราพักกันสักครู่นะครับ และผมจะมาพูดต่อว่าแผนนี้กับเรื่องของการยุบสภามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร และนำไปสู่การตอบคำถามหลายคำถามและข้อสงสัยของอีกหลายกลุ่มบุคคลที่ได้มาพบกับผมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ
ช่วงที่ 2
ครับพี่น้องครับ ที่ผมเล่าไปในช่วงต้นรายการนั้นเพื่อที่จะให้เห็นครับว่า แก่นสารของแผนของการปรองดองจริง ๆ นั้นอยู่ที่กระบวนการ 5 ข้อ แต่ว่าตั้งแต่วันที่ผมประกาศแผนนี้ไปนั้นนะครับ และก็พูดถึงเรื่องของการยุบสภาไปด้วยนี้ แน่นอนครับความสนใจของสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะคอการเมือง และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชนนั้น ก็อยู่ที่เรื่องของการกำหนดวันเลือกตั้ง ก็ทำให้มีคำถามต่าง ๆ มากมายมากครับว่า กระบวนการปรองดองนี้มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ มันเป็นเรื่องซึ่งไปขัดกับสิ่งที่ผมเคยพูดก่อนหน้านี้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่เราจะต้องดูคำตอบทางการเมืองโดยไม่กระทบกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคง
ผมขอเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนนะครับว่า มีหลายคนสอบถามมามากว่า ในเมื่อรัฐบาลบอกว่าในขณะนี้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอยู่ เหตุใดจึงจะไปปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ขอเรียนให้ชัดนะครับว่า แผนทั้ง 5 ข้อซึ่งผมได้เล่าให้ฟังไปเมื่อสักครู่นี้ ไม่มีตรงไหนเลยครับที่เราจะไปปรองดองกับผู้ก่อการร้ายหรือผู้ที่กระทำการที่ผิดกฎหมาย เพราะในแผนทั้ง 5 ข้อนั้นไม่มีส่วนใดทั้งสิ้นครับ ที่จะไปเป็นการนิรโทษกรรมในคดีอาญาต่าง ๆ ผู้ที่กระทำความผิดมีความผิดเหมือนเดิม จะต้องถูกดำเนินคดีเหมือนเดิม เป้าหมายของเราก็คือการจับกุมดำเนินคดี ซึ่งในขณะนี้ก็จะเห็นครับว่าหน่วยงานต่าง ๆ ก็ทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ และดีเอสไอนั้นสามารถที่จะดำเนินการหรือดำเนินคดีในเรื่องนี้ มีความก้าวหน้าไปมาก เพราะว่าได้มีการจับกุมทั้งคน ทั้งมีการยึดอาวุธ มีการสอบสวนแล้วสามารถที่จะขยายผลมองเห็นภาพของเครือข่ายของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอย้ำนะครับ ไม่มีตรงไหนเลยในแผนของการปรองดองที่บอกว่า เราไปจับมือไปสมยอมไปปรองดองกับผู้ก่อการร้าย พี่น้องประชาชนจะได้มีความมั่นใจ
ก็มีคำถามต่อไปครับว่า แล้วมีการพูดถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายนนั้นเพราะอะไร ผมก็ได้เรียนกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดนะครับว่าการแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคมนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาในทางการเมืองด้วย ก่อนหน้านี้ผมใช้คำว่าเราจะต้องมีคำตอบทางการเมือง ซึ่งเดินคู่ขนานและแยกออกจากการทำงานทางด้านกฎหมายและความมั่นคง ตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ ตั้งแต่ผมมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคยปฏิเสธแนวคิดในเรื่องของการยุบสภา เพราะทราบว่ามันมีความขัดแย้งทางการเมือง มีการวิพากษ์วิจารณ์ที่บอกว่า อยากจะเห็นประชาชนนั้นมีโอกาสที่จะตัดสินใจในการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ปลายปีที่แล้ว ตั้งแต่กลางปีที่แล้วครับ ผมได้พูดว่าการยุบสภาน่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีเงื่อนไข 3 เงื่อนไข 1. เศรษฐกิจฟื้น 2. เราตกลงกันเรื่องกติกาได้ และ 3. บรรยากาศของบ้านเมืองนั้นเอื้ออำนวยให้มีความสงบสุข ทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่เสรีเป็นธรรม และไม่มีความรุนแรง หรือปราศจากความรุนแรง ปลายปีประมาณเดือนธันวาคมครับ ผมยังเคยตกลงกับวิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสภาผ่านวิปรัฐบาล ว่าถ้านำเอา 6 ประเด็นซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาทำประชามติ และรัฐสภาเคารพผลของการทำประชามตินั้น เสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อไร ก็จะจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการที่ผมพูดถึงเรื่องของการที่จะมีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายนนั้น ยังอยู่บนพื้นฐานหลักคิดเดิม ไม่ใช่เป็นเรื่องของการจำนนต่อการเรียกร้องโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเขาเรียกร้องหมายถึงว่า ยุบสภากันวันนี้ พรุ่งนี้ 15 วัน 30 วัน ไม่ใช่ครับ แต่สิ่งที่ผมพูดว่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน ผมได้บอกว่าจะมีการเลือกตั้งก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในการเข้ามาร่วมในกระบวนการปรองดอง และรูปธรรมที่เราต้องการจะเห็นก็คือ 1. การชุมนุมเคลื่อนไหวในทางการเมือง ซึ่งผิดกฎหมายในขณะนี้ต้องยุติลง นอกจากนั้นในระยะเวลาจากวันนี้ไปจนถึงการยุบสภาหรือการเลือกตั้งนั้น จะต้องมีรูปธรรมชัดเจนของการร่วมกันทำงานกัน ให้รัฐบาล ให้รัฐสภา ให้พรรคการเมือง ให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ นั้นสามารถทำหน้าที่ของตัวเองตามกฎหมายได้โดยไม่มีการขัดขวาง คงไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันลอย ๆ ครับ แต่ความหมายก็คือว่าการไปลงพื้นที่ของนักการเมืองต่อจากนี้ไป นักการเมืองทุกฝ่ายต้องมาประสานกัน ว่าไปลงพื้นที่ได้ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีความรุนแรง ถ้าทำได้ ผมก็บอกว่ารัฐบาลก็พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน แต่ว่าถ้าทำไม่ได้นั่นก็หมายความว่าการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นไม่ได้ครับ
เพราะฉะนั้นหลายคนที่ทักท้วงมา นอกจากจะบอกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนหรือไม่ หรือที่บอกว่าเป็นการจำนนต่อกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ และหลายคนที่ห่วงใยบอกว่าจะเลือกตั้งได้หรือถ้าบ้านเมืองไม่สงบ แผนที่ผมเสนอก็ชัดเจนครับว่าถ้าไม่สงบก็เลือกตั้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า น่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ 5 ข้อนี้ครับ ถ้าสมมติว่ามีการยุติการชุมนุม และมาทำกันอย่างจริงจัง และมีความราบรื่น มีความสงบนี้นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าจะเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองของเราสงบมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งก็น่าจะเป็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเลือกตั้งได้ แต่ว่าถ้าหากว่ามันไม่เป็นอย่างนี้ แน่นอนครับ 5 ข้อนั้นผมก็จะร่วมทำกับทุกคน ทุกกลุ่มที่เข้ามาช่วยกันทำงาน แต่ก็จะไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งหรือให้มีการยุบสภาได้ ซึ่งตรงนี้น่าจะทำให้พี่น้องประชาชนชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะครับว่า แผนปรองดองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการยุบสภานั้นมันเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ครับผมอยากจะถือโอกาสได้ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องต่อไปว่า นับตั้งแต่มีการประกาศแผนการปรองดองนั้น ปฏิกิริยาจากกลุ่มต่าง ๆ และความพยายามในการทำความเข้าใจกับกลุ่มต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไร
ผมอยากจะเรียนครับว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา



