
"มาร์ค"รับเสี่ยงผุดโรดแม็พพร้อมรับผิดชอบ
นายกฯปัดส่งคนเจรจาคนใกล้ชิดทักษิณ รับเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงที่สุดประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ ชี้นปช.ต้องแสดงท่าทีร่วมแผนปรองดองให้ชัดเจนก่อน 15 พ.ค. พร้อมรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายกับประเทศชาติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สถานีไทยพีบีเอส กรณีนปช.ขานรับแผนปรองดองแต่พันธมิตรและกลุ่มเสื้อหลากสีไม่เห็นด้วย ขณะที่นิตยสารไทม์ กลับยกย่องให้นายกฯ เป็นรัฐบุรุษว่า ปัญหามันสลับซับซ้อนสะสมมานาน เป็นปกติที่จะมีความสับสนและมุมมองต่างกัน แต่อย่างน้อยการเสนอแผนดังกล่าวก็คลายอารมณ์ความรู้สึกในแง่การใช้ความรุนแรง ส่วนที่ต่างประเทศมองนั้น ขอไม่วิจารณ์ เพราะแล้วแต่มุมมอง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าบางคนอาจผิดหวัง อกหักต่อการตัดสินใจของตน แต่หลายคนอาจเข้าใจ แต่ไม่สนิทใจ ไม่เห็นด้วยก็ให้ข้อติติงมา เราก็รับฟัง ยืนยันว่า การปรองดองครั้งนี้เราไม่ปรองดองกับการกระทำผิดกฎหมาย คดีอาญาต้องดำเนินต่อไป การประกาศครั้งนี้ไม่ได้ขัดต่อหลักอะไรเลย ได้คำนึงทั้งเรื่องงบประมาณ การสะสางข้อขัดแย้งทางการเมือง และอยู่บนเงื่อนไขว่า ต้องเป็นการเลือกตั้งภายใต้ความสงบ ไม่มีความรุนแรง แต่ถ้า นปช.ไม่ตอบรับ การยุบสภาและการเลือกตั้งก็ต้องยุติไว้ก่อน
ต่อข้อถามว่า มีข่าวว่านายกฯ ได้รับสัญญาณพิเศษ นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธทันทีว่า ไม่มี การตัดสินใจในแผนปรองดอง 5 ข้อนั้น ตกผลึกมาจากความคิดที่รับฟังฝ่ายต่างๆ ในสังคม เมื่อถามว่ามีข่าวว่ามีการพูดคุยทางลับกับคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนประกาศแผนปรองดอง นายกฯ กล่าวว่า คนที่ได้รับมอบหมายให้ไปประสานคือนายกอร์ปศักดิ์คนเดียว การประสานส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางปฏิบัติมากกว่า โดย 1.จุดยืนของตนไม่มีการเจรจาเงื่อนไขใดๆ ที่เกี่ยวข้องผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่บอกว่าคดีของพ.ต.ท.ทักษิณให้นิรโทษกรรมนั้น ขอยืนยันว่าไม่เคยอยู่ในความคิด 2.ใครจะนำเสนอความคิดที่ขัดกับจุดยืนของตนทางการเมืองไม่ได้ เช่น จะมาตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือให้ประชาธิปัตย์จับมือพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า อันนี้ไม่มี คิดได้แต่ไม่ทำ 3.การแก้ปัญหาการเมือง ถ้าทำเพื่อประโยชน์ตัวเองหรือพรรคประชาธิปัตย์ เช่น คดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น บอกได้เลยว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่แก้กฎหมายใดๆ ที่จะมานิรโทษกรรมตัวเอง จะสู้ทั้งสองคดีและยอมรับผลตัดสิน ที่บอกว่าการเมืองฮั้วกันหรือไม่ ขอยืนยันว่า สิ่งที่ตนพูดอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ยืนยันว่าไม่มี เพราะใครทำผิดข้อกล่าวหาอะไรต้องรับผิด
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีมีการเกรงว่าข้าราชการจะเกียร์ว่างหากมีการยุบสภาว่า ที่บอกเกียร์ว่าง ปัจจุบันก็ไม่ได้ใส่เกียร์ อำนาจของตนใครเกียร์ว่างก็ต้องดำเนินการ วันนี้ตนแสดงออกชัดเจนว่า ไม่ได้ต้องการเอาชนะคะคานทางการเมือง ดังนั้นข้าราชการไม่มีสิทธิ์บอกเป็นเรื่องการเมือง วันนี้เขาต้องเข้ามา ไม่เข้ามาก็ต้องถูกลงโทษ ในส่วนของความสัมพันธ์กองทัพนั้น ก็ยังยืนยันว่ามีความเป็นเอกภาพ ผบ.ทบ.ยืนยันว่ากองทัพพร้อมปฏิบัติภายใต้นโยบายรัฐบาล
เมื่อถามว่า วันที่ 9 พฤษภาคม จะสลายการชุมนุมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า บรรยากาศอย่างนี้ยังไม่อยากพูดถึงเส้นตาย แต่ถ้าเป็นวันที่ 15 พฤษภาคม ก็อาจช้าเกินไป สังคมคาดหวังการประกาศเป็นรูปธรรม ในกรอบเวลาที่สมเหตุสมผล ตอนนี้แกนนำอยู่ระหว่างตัดสินใจ เราก็ต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม ส่วนจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่นั้น ถ้าเหตุการณ์สงบก็พร้อมยกเลิกฃ
รับเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงที่สุด
นายกฯ กล่าวอีกว่า ที่บอกปรองดองนั้น ตนปรองดองกับข้อเรียกร้องที่สังคมจำเป็นต้องรับฟัง แต่ประเด็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนกลุ่มของใคร ไม่ใช่เรื่องที่จะไปปรองดองด้วย ไม่ได้ผูกกับประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าเราก้าวข้ามทักษิณได้ ก้าวข้ามการเอาคนอื่นมาเป็นเหยื่อ เราต้องก้าวข้ามไปได้ แต่ยอมรับเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยง เพราะถ้าผิดพลาดก็อาจเสียหายต่อบ้านเมือง แต่ถ้าเสียหายต่อบ้านเมืองก็พร้อมสละตัวเอง
"กอร์ปศักดิ์"ชี้อภิสิทธิ์-ชวนคงไม่ลงนามวันยุบสภา
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแผนปรองดองว่า แผน 5 ข้อที่ประกาศออกไปถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ทั้งนี้ จากนี้ไปจะต้องนำมาปฎิบัติและจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง โดยเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะต้องสงบลงด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินแผนปรองดอง
อย่างไรก็ตาม ขบวนการของแผนปรองดองนี้ เริ่มมาจากความคิด เพื่อไปสู่สภาวะปกติของบ้านเมือง โดยมีการเริ่มมาก่อนที่จะมีกลุ่มเสื้อแดงมาชุมนุม ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ความขัดแย้งภายในประเทศยุติลง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหลายส่วนทั้งในเรื่องของความขัดแย้งภายในประเทศ เรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกร ในการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ แผนที่วางไว้จะต้องดำเนินการลดช่องว่างระหว่างคนจน กับคนรวย ให้เหลือช่องว่างน้อยที่สุด เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
"แผนปรองดองนี้ นายรัฐมนตรี ก็จะต้องสามารถเดินทางไปช่วยเหลือเกษตรกร หรือประชาชนในภาคต่างๆ ได้ด้วย โดยที่ไม่มีตีนตบ หรือมือตบ ซึ่งจะต้องมีการประสานงานกับพื้นที่ที่จะเดินทางไปด้วย หากพื้นที่ไหนรุนแรง ก็อาจจะไม่เดินทางไปในพื้นที่นั้นๆ โดยจะเลี่ยงไปพื้นที่อื่นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น" เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวด้วย สำหรับการหารือแผนปรองดองนี้ ตนขอระบุได้เลยว่า ไม่เคยไปคุยกับครอบครัวชินวัตร โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตนเองยังไม่เคยรู้จักมากก่อนเลย ยิ่งพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งไม่เคยไปคุยด้วยเลย ดังนั้น กระแสข่าวที่ออกมา ถือว่าค่อนข้างน้ำเน่าไปนิดนึง เพราะแผนปรองดองนี้ ตนเองเพิ่มรู้เพียงไม่กี่วันก่อนที่จะเข้ามาทำ เพราะขณะนั้นได้ลางานไป 3 วัน เพื่อเดินทางไปอยู่ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นเมื่อกลับมาก็มานั่งหารือกัน จนกระทั่งมีแผนออกมา 5 ข้อ
"แผนปรองดองนี้ ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ซึ่งผมขอยืนยันได้เลย และแผนนี้ก็ไม่ควรที่จะมี พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยจากนี้ไปจะต้องมีการหารือกันมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งประชาชนกลับพื้นที่ ส่วนที่มีการระบุว่า สัปดาห์หน้าการชุมนุมจะจบลงหรือไม่นั้น ส่วนตัวแล้วคิดว่าช้าไป ซึ่งอาจจะจบลงในเร็วๆ นี้ก็เป็นไปได้" เลขานายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง จะมีการออกแผนโรดแม็พนั้น ตนถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา ซึ่งสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ผิดกฏหมาย และหากทำผิดกฏหมาย ก็จะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งตนเชื่อได้เลยว่า ขณะนี้แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กำลังวุ่นอยู่อย่างแน่นอน เกี่ยวกับการลงสมัคร ส.ส. ในครั้งหน้า ส่วนเรื่องทีจะให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นากยรัฐมนตรี และนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ไปร่วมลงนามในการยุบสภานั้น เรื่องนี้คิดว่าคงไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะอำนาจของนายกรัฐมนตรี ก็สามารถยุบสภาได้อยู่แล้ว โดยมีการกำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้ว คือในวันที่ 14 พ.ย. และถือว่าชัดเจนที่สุดแล้วสำหรับเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้ว ซึ่งมองโลกในแง่ดี เชื่อว่าแผนปรองดองในครั้งนี้ ประชาชนคงจะไม่แกล้งมาสมานฉันท์กัน เพราะเรื่องนี้เป็นประโยชน์กับคนไทยทุกคน ที่จะต้องช่วยกัน และหันหน้าเข้าหากัน โดยตนเองก็ได้เดินทางไปมาแล้วหลายพื้นที่
"แผนดังกล่าว ขอยืนยันว่า ไม่มีการเจรจาในทางลับเลย เป็นการกำหนดแผนเพื่อหาข้อยุติที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังมีการเจรจาอย่างหนัก เกี่ยวกับ พีทีวี. คือช่องทีวี.ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เขาต้องการให้เปิดเป็นปกติ แต่ทั้งนี้การเปิดช่องดังกล่าว ก็จะต้องไม่มีการยั่วยุ หรือใส่ร้ายกัน โดยเรื่องนี้จะต้องไปหารือกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อต่อไป ฉะนั้น แผนปรองดองนี้ ถือว่าได้เริ่มมีการนับ 1 แล้ว และหากใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็จะต้องดำเนินการตามแผนนี้ต่อไป เพื่อยุติปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น" เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว
รายการคมชัดลึกตอน:14พ.ย. เลือกตั้งประชาชนจะได้อย่างไร
ขณะที่รายการ คม - ชัด - ลึก ทางเนชั่นทีวีคืนวันที่ 7 พ.ค.ได้เสนอ ตอน : 14 พ.ย. เลือกตั้ง ประชาชนจะได้อย่างไร โดยมีผู้ที่เข้าร่วมรายการประกอบด้วย รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง , รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.คิม กล่าวว่า สิ่งที่นายกฯได้ประกาศข้อเสนอโรคแม็พขึ้นมาในวันนี้ ส่วนตัวมองว่าถือว่าเป็นความหวังของคนไทยในเวลานี้ที่หวังว่าจะมาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคิดว่าจะสามารถมาคลี่คลายปัญหาต่างๆในสังคมได้ ส่วนจะสามารถคลี่คลายปัญหา หรือจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่เกิเดขึ้นได้หรือไม่ตนคิดว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการประกาศวันเลือกตั้งออกมาของนายกฯ ตนส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หรือเป็นสาระสำคัญอะไร ตนเห็นเป็นเพียงสาระหนึ่งเท่านั้น ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่มีความหมายเพียงแค่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่การเลือกตั้งก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น
สำหรับการแก้ไขปัญหาด้วยการยุบสภา ตนเห็นว่าเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ใช้มาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ช่สาระสำคัญในระบอบประชาธิปไตยทั้งหมด และในระบอบประชาธิปไตการแก้ไขปัญหาไม่ใช่มีเพียงการยุบสภาเท่านั้น แต่ยังมีการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่นด้วย เมื่อมีการถามว่าหากมีการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งแล้วประชาชนจะได้อะไร ตนอยากชี้ให้เห็นว่าในบางสิ่งที่เราอยากได้กับสิ่งที่เราจะได้รับหลังการเลือกตั้งในบางครั้งเราก็ไม่ในสิ่งที่เราคาดหวัง
"หลายครั้งที่ผ่านมาประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต่างมีหวัง และฝากความหวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งอะไรต่างๆ ที่ตัวเองคิดไว้จะดีขึ้น แต่เมื่อมีรัฐบาลขึ้นอะไรที่ตัวเองคาดหลังไว้ก็ไม่ได้รับ ผมเชื่อว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยต่างก็รู้ว่าสิ่งที่จะได้รับจากรัฐบาลไม่ต้องารให้รัฐบาลมาแก้ไขปัญหาให้ทุกอย่างตามที่คาดหวังไว้ แต่ขอเพียงทำในสิ่งที่ได้หาเสียงเอาไว้เพียงสักส่วน หรือเพียงครึ่งเดียวไม่ต้องเอาหมดทุกอย่าง แค่นี้ประชาชนก็มีความสุขแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าในวันนี้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นคนที่มีเหตุมีผลมากขึ้นแล้ว เพราะตลอดมาคนไทยเริ่มเรียนรู้จากความผิดหวัง และความสมหวังในการเลือกตั้ง " รศ.คิม กล่าว
รศ.คิม กล่าวต่อว่า สิ่งหนึ่งที่ตนอยากจะเสนอแนะไปยังรัฐบาล คือ การดึงกลุ่มประชาชนในทุกๆกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิด หรือรับฟังข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลจะให้ความสนใจแต่กลุ่มคนเสื้อแดงเพียงกลุ่ม รัฐบาลควรจะเปิดโอกาสให้คนไทยในทุกกลุ่มได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งหมด ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดึงคนไทยในทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฎิรูปได้อย่างแท้จริงในครั้งนี้ ตนเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาล และนายกฯมีความต้องการให้เกิดความทสมานฉันท์ของคนในชาติอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ ในทางกลับกันหากรัฐบาลกลับไม่ให้ความสนใจ หรือไม่ดึงคนในทุกกลุ่มเข้าร่วม เทมื่อเขาถูกกีดกั้นออกไป ในที่สุดคนในกลุ่นนี้อาจจะออกไปเคลื่อนไหวในตามท้องถนนอีกก็ได้
รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย.ครั้งนี้ มีความน่าสนใจทมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือ การเลือกตั้งได้ถูกนำมาใช้เป็นกลไก และเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมอย่างแท้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องมาพูดหลังจากนี้ คือ การเลือกตั้งไม่ใช่เป็นยาวิเศษที่จะมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งหมด รวมทั้งปัญหาต่างๆที่จะมาหลังจากนี้ได้ ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงแค่ความหวังที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมในเวลานี้ดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ตนขอตั้งขอสังเกตุ คือ ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. จะมีกระบวนการแก้ไขกติกาในการเลือกตั้งบางเรื่อง ซึ่งตรงนี้หมายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าจะมีคนอีกกลุ่มที่ไม่เห็นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ และที่สำคัญหลักในการเลือกตั้งประชาชนได้ผู้แทนของเขาที่แท้จริงในเข้ามาทำหน้าที่หรือไม่ เพราะในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าตัวแทนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุน ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เราจะทำอย่างไรที่จะมีตัวแทนของชาวบ้านได้รับการเลือกเข้ามา เพื่อมาทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง เรื่องนี้ตนเห็นว่าสังคมทั้งหมดคงจะต้องเข้ามาช่วยกัน
รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งตามที่นายกฯเสนอในครั้งนี้ ตนไม่ทราบจะมาช่วยยับยั่ง หรือมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมในเวลานี้ เรื่องนี้ตนคิดว่าคงจะต้องรอให้มีการเลือกตั้งขึ้นก่อนถึงจะทราบ แต่อย่างน้อยหากหลังจากนี้วันนี้ไปจนถึงวันที่ 14 พ.ย. หากไม่มีเหตุการณ์ความรุงแรง และไม่มีความสูญเสียขึ้นมาอีก ก็จะถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการยับยั่ง และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่สำหรับตัวเองแล้วคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เพราะปัญหาในสังคมไทยที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็น นปช. , กลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มเสื้อหลากสี จะไม่ได้รับการแก้ไขเพียงเพราะการเลือกตั้ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ที่เข้าไปเป็นตัวแทนของเขาได้เข้าไปทำหน้าที่ และช่วยแก้ไขปัยหาข้อเรียกร้องของเขาหรือไม่ รวมทั้งผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มต่างๆ ตรงนั้นก็หมายความว่าการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นหนังม้วนยาวที่คนไทยคงจะต้องติดตามกันต่อไป
" การเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิด หรือขอฉันทนามติร่วมกันถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจ และให้การยอมรับ ในสังคมตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลหลายชุดมักจะไม่ให้ความสนใจฟังเสียงประชาชน จึงทำให้ประชาชนได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายการเมือง และถูกนำมาใช้อ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมาโดยตลอด ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความชัดเจนในเรื่องการเลือกพรรคที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะเราจะสังเกตุได้หลังจากที่เราได้เริ่มใช้รัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ที่ผ่านมาผลการเลือกตั้งจะมีความชัดเจนว่าประชาชนจะให้ความสำคัญในการเลือกพรรคมากกว่าการเลือกตัวบุคคล " รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว



