
ล้วงตับสุดสัปดาห์ประจำวันที่9พ.ค.
ฟิตเปรี๊ยะ
เบื้องหลังรายการบุกถ้ำเสือ ที่ "ตัวพ่อ” รุ่นเก๋าของ ”เพื่อไทย-แดง“ อย่าง ”พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานเพื่อไทย ที่ถูกจับตาทุกฝีก้าว
หลังโดนจั๋งๆ ก็กรณีติดแบล็กลิสต์รายชื่อโยง ”ขบวนการล้มเจ้า” ตามที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เปิดตูมมา
ประเด็นที่เตะตาเห็นจะเป็น "เครื่องแบบเต็มยศ" ที่เจ้าตัวสวมใส่ในวันดังกล่าว ซึ่งว่ากันว่ากว่าจะเห็นภาพนั้นก็ปลุกปั้นกันอยู่นาน
ศิษย์ก้นกุฏิ อย่าง "เสี่ยไพจิต ศรีวรขาน" ส.ส.เพื่อไทย ลูกหม้อนครพนม เล่าให้ฟังว่า เรื่องของเรื่องมาจากที่มีคนพยายามโยงภาพ “บิ๊กจิ๋ว” ใส่หมวกดาวแดง ช่วงไปร่วมงานพคท. แล้วโยงเป็นปลุกผีคอมมิวนิสต์
ทำให้กว่าทีมงานจะช่วยตัดสินใจเลือกชุดในตู้เสื้อผ้าของพ่อใหญ่ได้ เล่นเอาเหงื่อตก เพราะต้องขุดชุดทหารสารพัดตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่ ชุดนายพลตำแหน่งผบ.สส. ผบ.ทบ.ชุดเกราะ ชุดพราง มาเคาะโต๊ะว่าจะเอาชุดไหน
เพราะสื่อความนัยไม่เหมือนกัน จนมาลงเอยที่ "ชุดผบ.สส." ที่ ”พ่อใหญ่” ภูมิใจและหวังใช้สยบ “ทหารทุเรียน” ในกองทัพ
แต่ว่ากันว่า "บีเจ" แอบบ่นอุบ ที่ชุดแอบติดพุง เพราะเป็นชุดเก่าสมัยยัง ”ฟิตปั๋ง” นี่แหละที่พ่อใหญ่ต้องเพิ่มรอบออกกำลังกาย ตามไลฟ์สไตล์ที่ตื่นมากายภาพบำบัด เดินลู่วิ่งทุกเช้า พร้อมควบคุมอาหารจากเดิมที่ทำอยู่อีกเท่าตัว
ก่อนหันมาทำกิจกรรมชิล ชิล ตอนนี้ ประเภทของรักของหวงของสะสมที่พ่อใหญ่มักหลาย เช่น “นาฬิกาหรู” ที่ก่อนหน้านี้ “พ่อใหญ่ใจดี” แจกนาฬิกายี่ห้อหรูราคาเฉียดสองแสนบาท ให้ส.ส.ในสังกัดคนละเรือนสองเรือนไปนอนดูเล่น
ตอกย้ำยี่ห้อพ่อใหญ่ขาลุย แถมใจป้ำ ชนเป็นชน แจกเป็นแจก แต่ถึงคราว ”ชิ่ง” เมื่อไหร่ให้รอดูอีกที... !!!
อุ๊บส์...บอกหน่อยได้ไหมๆ
สถานการณ์การเมืองที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในขณะนี้ เรียกได้ว่า หาซื้อระเบิดง่าย-ใช้คล่อง ยิ่งกว่าหาซื้อเสื้อผ้ากันเลยทีเดียว
ล่าสุดที่บ้านกูรูทางการเมือง อย่าง “มังกรเติ้ง” บรรหาร ศิลปอาชา แห่ง ค่ายชาติไทยพัฒนา ก็ถูกระเบิดเยือนมาแล้วถึง 2 ครั้ง 2 ครา
แม้ครั้งแรกจะยังงงๆ กันว่าตกลงตั้งใจปาที่บ้าน "มังกรเติ้ง" หรือไม่ เพราะเหตุเกิดใกล้ๆ กับบ้านใหญ่ของ “ตระกูลศิลปอาชา”
แต่ล่าสุด เพื่อยืนยันว่าปาระเบิดแบบไม่ผิดฝาผิดตัว งานนี้เลยเอาแบบชัดๆ ปาระเบิดเข้าไปในเวลาเกือบเที่ยงคืน
งานนี้ไม่รู้ว่าเรียกว่า “คนดีผีคุ้มหรือไม่” แต่ความซวยดันไปตกกับประชาชนตาดำๆ เพราะระเบิดเจ้ากรรม ดันกระเด็นกระดอนไม่เข้าไปในรั้วบ้านมังกรเติ้ง กลับไปตกที่ถนนหน้าบ้านและกลิ้งไปตามถนน ทำให้คนที่โดนกลายเป็นประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แทน
แต่ขณะที่เกิดเหตุระเบิดกันตูมตาม มีรถเสียหาย มีคนเจ็บสาหัสถึง 2 ราย แต่ปรากฏว่า นายหญิงแห่งตระกูล “ศิลปอาชา” อย่าง “คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา“ เพิ่งรู้สึกตัวว่ามีผู้ก่อเหตุปาระเบิดหน้าบ้าน เอาตอนเคารพธงชาติ หรือ 8 โมงเช้า
ขณะที่ “นายใหญ่บรรหาร” ออกมาตรวจตราตั้งแต่ตีห้า สำรวจความเสียหายทั้งด้านนอกด้านในแบบถี่ยิบ
แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่า “นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น” หรือเรียกว่า “คนมีบุญ” ดี
แต่ที่แน่ๆ “พี่บรรหาร” ก็น่าจะกระซิบข้างหูบอก “น้องแจ่มใส” คนนอนเตียงเดียวกันบ้างว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น ไม่ใช่ต่างคนต่างรู้แบบนี้
แหมๆๆ หรือว่าเกรง “น้องแจ่มใส” จะตกอกตกใจ เลยอุ๊บกันแบบเงียบกริบ...
เทพเดินได้ ...
ธรรมเนียมปฏิบัติของเหล่า "สิงห์คลองหลอด" ที่ถือปฏิบัติกันมานานนับสิบๆ ปี ก็คือการนำพวงมาลัยไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง
ไม่ว่าจะเป็น ศาลพระภูมิ ศาลพระกาฬ รวมถึงอนุสาวรีย์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีผู้ก่อตั้งกระทรวงมหาดไทย
นัยว่าเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ช่วยให้อาชีพการงานก้าวหน้า ทำกิจอันใดก็สำเร็จสมประสงค์ หรือหากใครที่รอจ่อตำแหน่งใหญ่ก็มักจะได้แทบทุกรายไป แต่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่านี้ น่าจะล้าสมัยไปเสียแล้ว เพราะยุค 2010 จะอาศัยแค่พวงมาลัยดอกไม้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คงทำได้แค่เพียงที่พึ่งหวังทางใจเท่านั้น เพราะเดี๋ยวนี้สถานการณ์ได้ "เปลี๊ยนไป๋" เสียแล้ว
ความรู้ ความสามารถ บวกกับโชคลาภ วาสนา ไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ มีเพียง 2 คำถามเท่านั้นที่จะบันดาลสิ่งที่ต้องการให้ได้ นั่นคือ "เด็กใคร" และ "เท่าไหร่" เพราะสมัยนี้มี "เทพเดินได้" ที่สามารถเข้านอกออกในห้องทำงานเสนาบดีใหญ่ ทำหน้าที่ถามไถ่เสร็จสรรพ
ว่ากันว่าขั้นต่ำ ต้องไม่น้อยกว่า 20% "เทพเดินได้" ถึงจะบันดาลตำแหน่งที่มุ่งหวังให้ได้ตามใจปรารถนา
หากอยากรู้ว่าใครเป็น "เทพเดินได้" ต้องถามขรก.สิงห์คลองหลอด รับรองไม่ผิดตัว
แต่ถ้าให้ชัวร์ต้องหันหัวไมค์ถามไถ่เอากับ "เจ้ากระทรวง" ดูอีกทีว่าข่าวนี้มี "มั่วนิ่ม" หรือเปล่า อิอิอิ...



