
"เอฟีส"..."ปิกัสโซ"อาวุธลับทว.หน่วยปิดทองหลังพระ
คดีสำคัญๆ มากมายได้รับการคลี่คลายด้วย "ลายนิ้วมือ และภาพสเก็ตช์ อย่างกรณีการจับกุม ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม มือยิงอาร์พีจีถล่มกระทรวงกลาโหม ก็เกิดจากภาพของหน่วยงานนี้ หรือคดีจับกุมกะเทยแสบฆ่าและปลดทรัพย์ พ.ต.ท.ชนินท์ บุนนาค โดยนำลายนิ้วมือแฝงมาเทียบกับลาย
การสนับสนุนข้อมูลจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร หรือเรียกชื่อย่อสั้นๆ ตามนักสืบว่า “ทว.” จัดว่าเป็นกำลังสนับสนุน "ผู้ปิดทองหลังพระ" ของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั่นเอง
พ.ต.อ.ปรีชา สุนทรศิริ รองผู้บังคับการ กองทะเบียนประวัติอาชญากร (รองผบก.ทว.) แจกแจงภารกิจสำคัญของหน่วยงานในการคลี่คลายคดีต่างๆ ว่า เป็นคลังข้อมูลคนร้ายด้วยการรวบรวมหมายจับทั่วประเทศ, รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ รถหาย คนหาย, การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล การพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถูกที่สุด โอกาสคน 1 ล้านคนจะมีลายนิ้วมือเหมือนกันไม่เกิน 2 คน ตอนนี้ ทว.มีฐานข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือผู้กระทำความผิด 8 ล้านเศษ จากประชากรกว่า 63 ล้าน กำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดือนละ 6 หมื่นราย ซึ่งมาจากผู้กระทำผิดและผู้มาสมัครงาน, ข้อมูลบุคคลพ้นโทษจากเรือนจำ ซึ่งมักจะหมุนเวียนมากระทำความผิดซ้ำแบบเดิมๆ อีก, รวบรวมแผนประทุษกรรมคนร้าย เช่น คนร้ายลักทรัพย์ด้วยไขควง จะมีความชำนาญด้านนี้ อนุมานได้ว่าจะเบิกแฟ้มคนร้ายกระทำความผิดแต่ละประเภท มาสนับสนุนงานสืบสวนให้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้น
หากจะโฟกัสเฉพาะส่วนงานสเก็ตช์ภาพคนร้าย การติดตั้งกล้องวงจรปิด ช่วยให้การทำงานของ ทว.สะดวกขึ้นหรือไม่ พ.ต.อ.ปรีชา บอกว่า หน่วยงานสเก็ตช์ภาพคนร้ายที่ปรับเปลี่ยนจากระบบใช้กระดาษดินสอ มาใช้โปรแกรม "ปิกัสโซ” ซึ่งเป็นชื่อของจิตรกรของโลก โดยโปรแกรมจะจำลองรูปหน้าคน จำลองคิ้ว จำลองส่วนต่างๆ ของใบหน้า เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2535จนถึงปัจจุบัน เกิดจากแนวคิดของ พล.ต.ท.ชาตรี สุนทรศร และเริ่มแรกหน่วยงานนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่จบด้านดรอว์อิ้งมาโดยเฉพาะ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ บูรณะ รองผู้กำกับ ฝ่ายทะเบียนประวัติอาชญากร 2 อธิบายเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ ยอมรับว่า กล้องวงจรปิดมีบทบาทอย่างมากในการป้องกันอาชญากรรมและสนับสนุนการสืบสวน แต่สมัยก่อนการติดกล้องวงจรปิดจะเป็นแบบกว้างๆ มุมไกลๆ ซึ่งใช้ในการสเก็ตช์หน้าคนร้ายลำบาก เพราะเห็นเพียงแค่โครงหน้าเท่านั้น แต่เมื่อมีการประชาสัมพันธ์ตามห้างร้านต่างๆ ถึงเรื่องมุมกล้องและการติดตั้ง ทำให้มุมกล้องค่อนข้างเห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ พนักงานสืบสวนสอบปากคำผู้เสียหายอาจไม่ชัดเจนบางมุม แต่เมื่อนำมาสเก็ตช์ภาพสอบปากคำจะได้ข้อมูลมากขึ้น เจ้าหน้าที่สเก็ตช์ภาพต้องมีจินตนาการ ความรู้ วิเคราะห์จากภาพที่เห็นจากกล้องวงจรปิด ซึ่งพยานหรือผู้เสียหายอาจตกใจจนลืมจดจำตำหนิรูปพรรณคนร้าย ก็นำภาพจากกล้องวงจรปิดมาช่วยในการสเก็ตช์ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พ.ต.อ.ปรีชา เสริมว่า กล้องวงจรปิดตามจุดเสี่ยงต่างๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างร้านต่างๆ ต้องพยายามตรวจสอบกล้องวงจรปิด ให้ตั้งกล้องให้เห็นมุมใบหน้าคนร้ายได้อย่างชัดเจน ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี เพราะลำพังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 แสนกว่าคนไม่พอดูแลประชาชน 60 กว่าล้านคนได้ ซึ่งที่ผ่านมาพยายามสร้างมวลชนสัมพันธ์ในการดูแลและปลุกฝังให้ทุกคนเป็นตำรวจ คือ เราจะมีความสุขมากกับการป้องกันเหตุมากกว่าการจับคนร้ายได้ ซึ่งเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุ แต่หากประสบเหตุก็ต้องมี ”สติ” สังเกตจดจำคนร้ายให้ได้
พ.ต.อ.ปรีชา ย้ำว่าการทำงานของฝ่ายสเก็ตซ์ภาพจะมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ ขึ้นกับการจดจำและการตั้งสติของแต่ละคน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสเก็ตช์ภาพก็ต้องมีจิตวิทยาซักถามพูดคุยให้ผู้เสียหายหรือพยานคืนสติ โดยเฉพาะคดีเด็กและสตรีต้องแยกห้องสืบสวน เพราะคำถามที่ศาลบังคับให้ต้องถามนั้นเหมือนตอกย้ำเหยื่อ
ด้าน พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ อธิบายต่อว่า กล้องวงจรปิดก็เหมือนเครื่องเอกซเรย์ แต่ก็ยังต้องอาศัยการจดจำคนร้ายอยู่ดี เพราะว่าคนร้ายอาจปิดบังอำพรางใบหน้าด้วยหมวกกันน็อก หมวกไหมพรม บางครั้งจำเป็นต้องสเก็ตช์ภาพหมวกกันน็อก เพื่อใช้ในการสืบสวนว่า หมวกกันน็อกชนิดนี้ผิดแปลก เป็นรุ่นเก่า ใหม่ อย่างไร ก็อาจจะบ่งบอกระดับฐานะคนร้ายได้ ซึ่งการสเก็ตช์ภาพลักษณะนี้ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานอื่นๆ ประกอบ
อย่างกรณีภาพสเก็ตซ์คนร้ายสวมหมวกกันน็อกที่เป็นข่าวฮือฮานั้น พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ อธิบายว่า การเสก็ตภาพดังกล่าวขึ้นมา พยานบอกตำรวจว่าเห็นคนร้ายสวมหมวกกันน็อก ตำรวจก็อยากเห็นหมวกกันน็อก เพื่อนำไปสอบถามตามมอเตอร์ไซค์รับจ้างว่าเคยเห็นหมวกลักษณะแบบนี้หรือไม่ แต่สื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งอาจมีผลในรูปคดี อาจทำให้คนร้ายยิ่งหนีไป
พ.ต.อ.ปรีชา เสริมอีกว่า กรณีภาพสเก็ตซ์คนร้ายสวมหมวกกันน็อกจะช่วยในการแห่ (การสืบสวนสอบถามหาคนร้าย) ซึ่งผลจากการสเก็ตช์ภาพคนร้ายของ ทว. สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมคนร้ายได้จากภาพสเก็ตช์ราว 20% จากสถิติการก่อคดีเฉลี่ยปีละ 3,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก
ทั้งนี้ สถิติการก่อคดีปี 2550 รวม 3,112 คดี รวมภาพสเก็ตช์คนร้าย 4,096 ภาพ, ปี 2551 รวม 1,916 คดี รวมภาพสเก็ตช์คนร้าย 2,562 ภาพ, ปี 2552 รวม 1,722 คดี รวมภาพสเก็ตช์คนร้าย 2,359 ภาพ และล่าสุดปี 2553 มกราคมถึงเมษายน 430 คดี รวมภาพสเก็ตช์คนร้าย 561 ภาพ
สำหรับคดีการสเก็ตช์ภาพคนร้ายที่นับว่าเป็นความภูมิใจของ ทว.นั้น พ.ต.อ.ปรีชา ชื่นชมว่า การสเก็ตช์ภาพคนร้ายจนไปสู่การจับกุมนั้น มีใบหน้าละม้ายคล้ายกันมาก ตัวอย่างภาพสเก็ตช์ของคดีคนร้ายทำร้ายร่างกายนักเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์จากคำบอกเล่าของนักเรียน เมื่อภาพสเก็ตซ์เผยแพร่ไปจนนำไปสู่การจับกุม “จิตรลดา ตันติวณิชยสุข” ซึ่งไปสมัครเป็นลูกจ้างล้างจานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านเห็นภาพสเก็ตช์จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือคดีจับแก๊งแขกขาวเจาะเซฟในโรงแรม ตลอดจนภาพสเก็ตช์ล่าสุดคนร้ายปาระเบิดบ้าน "บรรหาร ศิลปอาชา” ซึ่งมีข่าวฮือฮาว่าหน้าเหมือนการ์ด นปช.ที่มาบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้น พ.ต.อ.ปรีชา บอกว่า เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าคนที่เหมือนภาพสเก็ตซ์เป็นคนร้ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตำรวจสืบสวน ทว. มีหน้าที่สเก็ตช์ภาพตามคำบอกเล่าของพยานเท่านั้น!??
ด้านปัญหาและอุปสรรค์ที่ ทว.กำลังเผชิญขณะนี้ พ.ต.อ.ปรีชา บอกว่ามีแค่เรื่องขาดงบประมาณและบุคลากร ตอนนี้กำลังฝึกอบรมคนของเราที่มีอยู่ ซึ่งเรียนจบด้านบัญชี นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มาสนับสนุนให้เรียนทางด้าน "สเก็ตช์ภาพ" เพื่ออบรมเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร ตอนนี้ยังขาดโปรแกรมเมอร์ ที่จะมาดูแลระบบ”เอฟีส” ซึ่งใช้ในการเก็บฐานข้อมูลลายนิ้วมือ และ “ปิกัสโซ” โปรแกรมสเก็ตช์ภาพคนร้าย คือ หน่วยงานเราขาดกำลังคนที่จะมาพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ของเรานั่นเอง



