ข่าว

 “ถ้าไม่แพ้ก่อน ก็ไม่มีวันชนะ”

“ถ้าไม่แพ้ก่อน ก็ไม่มีวันชนะ”

09 พ.ค. 2553

ช่วงที่ผมไปหัวหินกับครอบครัว ได้มีโอกาสนั่งดูประกวดสาวงามรายการหนึ่ง คลับคล้ายว่าจะเป็น “มิสไทยแลนด์ ยูนิเวิร์ส” ที่รอบหลังๆ ตามกฎกติกาจะต้องมีการสัมภาษณ์เพื่อโชว์กึ๋นให้สมกับยุคคิดใหม่ ทำใหม่ ที่ความงามต้องไม่ใช่แค่เรือนร่าง แต่หมายถึง “หัวใจ” กับ “สมอง

 น่าปลื้มที่หญิงไทยสมัยนี้ฉลาด เป็นตัวของตัวเอง พูดจาฉะฉาน ประเภทที่พอถามจบ พยักหน้าหงึกๆ ขอทวนคำถามอีกรอบ หรือถามอย่างไปตอบอีกอย่างแบบลากช้างลงรู ไม่ใคร่จะเห็นแล้ว

 ผมสนใจคำตอบของอนงค์นางหนึ่งเข้าอย่างจัง ฟังผิวๆ แม้จะไม่แปลกใหม่แบบใครๆ ก็คิดไม่ออก แต่ในวินาทีนั้น ผมชื่นชมในสติที่มั่นคงของเธอ เธอตอบสั้นๆ แต่บาดลึกถึงหัวใจจริงๆ

 ถ้าจำไม่ผิด พิธีกรถามเธอว่า ระหว่าง “ชนะ”กับ“สงบ” เธอจะเลือกอะไร?

 ในสายตาเราๆ ท่านๆ คำถามข้อนี้อาจกล้วยเกินไป ถ้าอยากสวมมงกุฎ เป็นใครก็ต้องเลือกอย่างหลัง เพราะเข้ากับสถานการณ์ขณะนี้อย่างแรง เชื่อว่าคนไทยต่างก็ภาวนาให้ประเทศพ้นภัย ผ่านวิบากให้เร็วที่สุด

 แล้วเธอก็ไม่ทำให้กองเชียร์ผิดหวังครับ…เธอเลือก “สงบ” อย่างที่คาดไว้

 สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นเหตุและผลที่สาวคนนี้ให้ เธอสาธยายสั้นๆ แบบมีวาทศิลป์กินขาด

 “ถ้า “สงบ” อย่างน้อยก็เท่ากับ “ชนะ”ใจตัวเองด้วย”

 สิ้นเสียงตอบ ผมได้ยินเสียงปรบมือกึกก้อง เธอดูมีเสน่ห์ขึ้นเป็นกอง แต่แม้เธอจะพลาดตำแหน่งสูงสุดของงาน อย่างน้อยสาวคนนี้ก็ได้นั่งกลางใจหลายๆ คนเข้าแล้ว

 ขนาดที่ว่า ในเช้ารุ่งขื้น คำตอบของเธอก็ยังคงวิ่งวนอยู่ในหัวผม

 จริงสิ…ยิ่งเทคโนโลยีเดินไปข้างหน้าเร็วขนาดไหน หัวใจมนุษย์ก็ถดถอยลงแรงไม่แพ้กัน

 เดี๋ยวนี้แค่คิดไม่ตรงกัน ก็เป็นศัตรูกันได้ แถมบางคนแทบไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ เพียงได้โพสต์กระทู้ที่เห็นต่าง ก็พร้อมใช้ปากกาห้ำหั่น หวังทำร้ายให้ตายกันไปข้าง

 ช่องแคบของความเข้าใจของคนไทยเริ่มถ่างขึ้นๆ จนที่สุดจะวิ่งเป็นเส้นขนาน ไม่มีวันบรรจบกัน

 ชีวิตจริง ผมก็เคยแต่มุ่งจะชนะอย่างเดียว ไม่เคยยอมใคร อัตตาสูง เรื่องง่ายๆ บางทีก็ไม่ละเลย แต่บ่อยครั้งก็เจ็บปวด รู้สึกแย่ที่เราทำร้ายคนอื่นด้วยวาจางี่เง่าของเราเอง

 พูดให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นการชนะแค่ชั่วครู่ แต่หัวใจบอบช้ำ ไม่สบายใจไปหลายวัน จนหลังๆ เริ่มเรียนรู้ว่า ในชีวิตเราต้องหัด ‘แพ้” บ้าง 

 แถมยังเอาไปเทียบเคียงกับงานมาร์เก็ตติ้งที่ทำด้วย ในงานบริการถ้ามัวแต่เถียงจะชนะลูกค้าท่าเดียว เราเองนั่นแหละเป็นผู้แพ้ในสายตาลูกค้า ความจงรักภักดีจะหายอย่างสิ้นเชิง ลูกค้าไม่มีวันกลับมาแน่

 เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็เหมือนกัน จะซื้อจะหาอะไร ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง ของบางอย่างแพงเกินเหตุ ราคาเกินตัว ก็ยังอยากได้ใคร่มี ใครเตือนก็ไม่ฟัง

 ผมเห็นหลายคนไล่แม่น้ำห้าสาย หาเหตุผลหักล้างสารพัด ต้องการเอาชนะ เพราะอยากครอบครองเป็นเจ้าของให้ได้

 ลองหัดแพ้บ้างก็ดีนะ กล้าๆ ลุกขึ้นมาขัดขืน ตัดใจไม่ซื้อดูบ้าง

 แรกๆ อาจหงุดหงิด เสียใจ แต่เมื่อฝึกบ่อยๆ ก็เริ่มยอมรับ นานๆ เข้าจะสามารถวางตนเป็นกลาง

 ลดละกิเลสให้เบาบางลง ประหยัดขึ้นเป็นกอง หรือเผลอๆ อาจมีผลพลอยได้ รู้จักวางแผนการเงินอื่นๆ เพิ่มด้วย

 นี่แหละครับ ถึงเรียกว่า “ถ้าไม่แพ้ก่อน ก็ไม่มีวันชนะ” ครับ

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]