
ถึงพร้อมหัวใจแห่ง เศรษฐี
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 35 ปีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะว่าไป ดิฉันก็ใกล้ชิดและอยู่ร่วมในเหตุการณ์สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ในหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ อาชีพแรก ของชีวิตหลังเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย คือ การเป็นนักข่าวสายตลาดหุ้
ครั้งที่ตลาดหลักทรัพย์ มีอายุครบรอบ 20 ปี สมัยที่อาจารย์เสรี จินตนเสรี เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ก็จัดทริปพาสื่อมวลชนไทยไปเยี่ยมชมตลาดหุ้นมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งตื่นเต้น ตื่นตาและตื่นใจไม่น้อยทีเดียวค่ะ
มีโอกาสไปโรดโชว์แบบเต็มคณะอีกครั้งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ในสมัยที่คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นผู้จัดการตลาด ครั้งนี้ไปไกลกว่าครั้งก่อนเยอะค่ะ เพราะข้ามทวีปไปถึงอังกฤษและสหรัฐอเมริกา แล้วก็ไม่ใช่มีแค่เฉพาะผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ เท่านั้น แต่ยังมีผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ปตท.ชินคอร์ป ทิสโก้ รวมถึงแสนสิริ ร่วมทริปไปด้วย
เรียกว่า เป็นการเดินทางที่ตื่นเต้นกว่าครั้งก่อนมาก แต่ก็เหนื่อยกว่ามากเช่นกัน เพราะนักข่าวที่ร่วมคณะ ก็ต้องทำงานแบบแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ต้องพักผ่อนกันเลยทีเดียว แต่ก็คุ้มค่ามากเช่นกันค่ะ เพราะเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน
จนกระทั่งดิฉันพาตัวเองออกนอกวงโคจรของการเป็นนักข่าวเต็มเวลา (ที่จริงจะเรียกว่า “เกินเวลา” ก็คงไม่ผิด) มาสู่การเป็นแค่นักจัดรายการวิทยุกับงานเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ทำให้ดิฉันไม่ได้สัมผัสตลาดหุ้นไทยอย่างใกล้ชิดเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ถึงกับห่างหายกันคนละโลก เพราะทั้งรายการวิทยุ “เงินทองต้องรู้” และคอลัมน์ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ก็ยังคงวนเวียนกับเรื่องเงินๆ ทองๆ และเรื่องการลงทุนอยู่ดี
ขออนุญาตใช้ศัพท์แสงของวัยรุ่นว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่ “เวิ่นเว้อ” (ซึ่งหมายถึงพูดจาเรื่อยเปื่อย) ก็เพราะอยากแสดงความยินดีกับการก้าวไปข้างหน้าของตลาดหลักทรัพย์ ที่อายุ 35 ปีนี่ ก็เรียกว่า เข้าสู่วัยสร้างฐานะ มีการงานมั่นคง และที่ดิฉันขอชื่นชมด้วยใจจริง นั่นคือ ความพยายามของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ 2 ท่านหลังสุด นั่นคือ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง และ คุณภัทรียา เบญจพลชัย ผู้จัดการคนปัจจุบันที่กำลังจะครบวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ ที่สร้างวัฒนธรรมของ “การให้” อย่างเด่นชัด
แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ชื่นชมอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ท่านอื่น เพราะดิฉันเองก็เข้าใจและยอมรับว่า “หน้าที่” หรือรูปแบบการบริหารองค์กรให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาย่อมแตกต่างกัน
ในวันเกิดครบปีที่ 35 ตลาดหลักทรัพย์ได้ทำหน้าที่ “ให้” อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งดิฉันขออนุญาตนำมาขยายความต่อ นั่นคือ การเสวนาพิเศษในหัวข้อ “สอนวาณิชให้เป็นเศรษฐี” โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี เริ่มต้นให้ประจักษ์ถึงความแตกต่างระหว่าง “วาณิช” ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีทรัพย์มาก และความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เศรษฐี” ซึ่งหมายถึงการเป็นผู้ประเสริฐ
“คำว่า เศรษฐี หมายถึงการเป็นผู้ประเสริฐ เพราะถึงแม้จะมีทรัพย์มากหรือเรียกว่า วาณิช แล้ว ก็ต้องแบ่งปันแก่ผู้อื่นแก่สังคม ต้องรู้จักเปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันทรัพย์สินเงินทอง ทรัพยากร หรือการแบ่งปันโอกาส ให้กระจายไปในวงกว้าง เพราะถ้าวาณิชกลายเป็นเศรษฐี ก็จะช่วยให้สังคมได้ประโยชน์อย่างมาก”
ส่วนหลายคนที่สงสัยว่า “ธรรมะ” กับ “การลงทุน” เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายไว้ดังนี้ว่า ธรรมะกับการลงทุนเป็นเรื่องที่ควบคู่ไปด้วยกัน เนื่องจากในการลงทุนต้องใช้ทั้งสติและปัญญา พร้อมทั้งการมีวินัยในตัวเองจึงจะประสบความสำเร็จ ด้านธุรกิจก็ต้องดำเนินงานด้วยหลักธรรมาภิบาล และสร้างเครือข่ายคนดีที่ไว้ใจได้
“ในการลงทุนหากมุ่งแต่กำไรสูงสุด แล้วสังคมอยู่ไม่ได้ เราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสังคมก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนต้องมีมิติของสังคมที่มากกว่าซีเอสอาร์ (หรือความรับผิดชอบต่อสังคม) เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต เพราะเมื่อเราได้จากสังคม ก็ควรให้แก่สังคมกลับด้วย เรียกว่า มีจิตสำนึกสาธารณะ”
ในตอนท้าย ท่าน ว.วชิรเมธี ฝากข้อคิดไว้ 3 ประการว่า ประการที่ 1 การเปลี่ยนตนเองจากวาณิชให้เป็นเศรษฐี คือรู้จักเปลี่ยนเงินให้เป็นประโยชน์สาธารณะ ประการที่ 2 คือ เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม และประการสุดท้าย ต้องรู้จักฝากชื่อเสียงเรียงนามเอาไว้ในโลก ให้เพื่อนมนุษย์ระลึกถึงคุณความดี
และท้ายสุด คือ ได้ฝากคาถา “อุ อา กะ สะ” ซึ่งเป็น “หัวใจเศรษฐี” มาไว้ประจำตัว ประกอบด้วย “อุฏฐานสัมปทา” (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น) คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน และการประกอบอาชีพที่สุจริต ฝึกฝนให้มีความชำนิชำนาญและรู้จริง รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาวิธีการที่เหมาะที่ดีจัดการและดำเนินการให้ได้ผลดี
“อารักขสัมปทา” (ถึงพร้อมด้วยการรักษา) คือ รู้จักคุ้มครอง เก็บ รักษาโภคทรัพย์และผลงานที่ตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรมด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย
“กัลยณมิตตา” (คบหาคนดีเป็นมิตร) คือ รู้จักเสวนาคบหาคน ไม่คบไม่เอาอย่างผู้ที่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย เลือกเสวนาศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้รู้ ผู้ทรงคุณ ผู้มีความสามารถ ผู้น่าเคารพนับถือ และมีคุณสมบัติเกื้อกูลแก่อาชีพการงาน
“สมชีวิตา” (เลี้ยงชีวิตแต่พอดี) คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย เป็นอยู่พอดีสมรายได้ มิให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้
การถึงพร้อมหัวใจแห่งเศรษฐี มิได้วัดกันเพียงแค่ “ค่าของเงิน” ว่าใครมีน้อยมากกว่ากัน แต่คุณค่าอยู่ที่เมื่อ “มี” แล้วปรารถนาที่จะ “ให้” ผู้อื่น หรือไม่ เพียงใด
ไม่น่าเชื่อว่า เขียนคอลัมน์ยังไม่ทันเสร็จ มีทั้งอีเมลจากคุณผู้อ่านน้ำใจงาม และโทรศัพท์จากตลาดหลักทรัพย์ที่พร้อมจะแบ่งปันและ “ให้” ดิฉันเป็นสื่อกลางส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้คุณผู้อ่านทั่วประเทศ
แต่จะเป็นอะไรบ้างนั้น อดใจรอสัปดาห์หน้าค่ะ
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



