
จับตาวิกฤติหนี้กรีซห่วงฉุดส่งออกพาณิชย์รับกระทบตลาดอียู-สหรัฐ-ยืนเป้าเท่าเดิม
ธปท.เกาะติดผลกระทบวิกฤติหนี้สาธารณะกรีซ ยังไม่จำเป็นใช้มาตรการพิเศษ ห่วงลุกลามเศรษฐกิจโลก กระทบการส่งออกของไทย ด้านพาณิชย์มองกระทบตลาดสหรัฐและอียูบ้าง แต่ไม่ฉุดภาพรวมจนหยุดเป้าปีนี้
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยุโรป โดยเฉพาะประเทศกรีซ จะมีผลกระทบสั้นหรือยาวนั้น ต้องรอดูความชัดเจนก่อน ซึ่งหลายคนกังวลว่าปัญหาดังกล่าวจะลุกลามออกไป จนกระทบเรื่องความเชื่อมั่นหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ต้องดูว่า กรีซจะสามารถชำระหนี้ได้หรือเปล่า ดังนั้นยังต้องรอดูกันต่อไปในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า
"ธปท.มองว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่มีผลกระทบต่อสถาบันการเงินในประเทศ เพราะสถาบันการเงินในประเทศเองไม่ได้ไปลงทุนในตราสารหนี้ รวมทั้งไม่ได้มีการปล่อยกู้ให้แก่ผู้กู้ในกลุ่มประเทศเหล่านี้" นางธาริษากล่าวและว่า ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่ผันผวนนั้น ไม่ได้ผิดไปจากการคาดการณ์ของ ธปท. ซึ่งก่อนหน้านี้ ธปท.ก็เคยประเมินไว้ว่าค่าเงินบาทในปีนี้จะผันผวนตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ
ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ต้องติดตามดูผลกระทบที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก ซึ่ง ธปท.จะดูว่าผลกระทบดังกล่าวมีการขยายตัวลุกลามออกไปมากน้อยแค่ไหน และจะดูผลกระทบที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกด้วยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมไปถึงผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยด้วย
"ถ้าเศรษฐกิจโลกชะลอก็คงมีผลกับการส่งออกของเราด้วย ตรงนี้ก็ต้องติดตามกันดูว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีอะไรที่เรากังวลบ้าง ส่วนเรื่องรีวิวภาพรวมเศรษฐกิจนั้น เราทำเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งเราจะมีการรีวิวกันในทุกๆ 3 เดือน" นายไพบูลย์กล่าว
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น จนถึงขณะนี้ ก.ล.ต. มองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกมาตรการอะไรเพิ่มเติมเพื่อรองรับปัญหาดังกล่าว
ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า ปัญหาวิกฤติหนี้ในประเทศกรีซจะส่งผลกระทบต่อการส่งไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐบ้าง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าอยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว ซึ่งคงกระทบต่อเป้าการส่งออกในภาพรวม โดยปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์เน้นส่งออกไปยังตลาดอาเซียนเป็นอันดับหนึ่ง และปรับลดตลาดยุโรปและสหรัฐให้เป็นตลาดรอง
ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนายกรัฐมนตรีเสนอแผนปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ โดยหลายฝ่ายขานรับแนวทาง ทำให้ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศเริ่มคลี่คลาย ส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ซึ่งเชื่อว่าปีนี้การส่งออกจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 14% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ



