ข่าว

มาร์คทุ่มอุ้มรากหญ้าตั้งกองทุนช่วยคนจน

มาร์คทุ่มอุ้มรากหญ้าตั้งกองทุนช่วยคนจน

18 มี.ค. 2552

"อภิสิทธิ์" ย้ำปัญหาเศรษฐกิจเรื่องใหญ่ เร่งออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม เดินหน้าอุ้มรากหญ้า เตรียมยกระดับเป็นโครงการยั่งยืน ตั้งกองทุนสวัสดิการ เพื่อดูแลกลุ่มคนรายได้น้อย สำนักงานสถิติเผยยอดคนตกงานพุ่ง เดือน ม.ค.ยอดอยู่ที่ 8.8 แสนคน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ "เครือเนชั่น" ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาดหมาย ทำให้รัฐบาลเตรียมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งปัญหาคนส่วนใหญ่ของประเทศในขณะนี้คือ ปัญหาเศรษฐกิจ หากรัฐบาลบรรเทาไม่ได้ก็จะกลายเป็นปัญหาทางการเมือง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าปัญหาการเมือง ซึ่งในช่วงแรกที่รัฐบาลเข้ามา ก็ได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเน้นดูแล ผู้ว่างงาน-ผู้สูงอายุและคนจน แต่จากนี้ไปมาตรการต่างๆ ที่ออกมาจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องในเชิงโครงสร้างมากขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องไปกับกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11   

 ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ให้การช่วยเหลือกับกลุ่มคนรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง เช่น ขยายการช่วยเหลือผ่านการแจกเงิน 2,000 บาทจากกลุ่มผู้ประกันตนไปยังครูโรงเรียนเอกชน และแก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร แต่สาเหตุที่ทำไม่ได้เต็มที่ เพราะระบบคนจนยังมีฐานข้อมูลไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือคงต้องเดินหน้าต่อ โดยจะทำให้เป็นโครงการยั่งยืน อย่างการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ หรือกองทุนบำนาญสำหรับผู้ที่ไม่มีระบบสวัสดิการ

 นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างว่า มาตรการเบี้ยยังชีพ ที่ปัจจุบันรัฐบาลจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุ 500 บาทต่อเดือน จะพัฒนาไปสู่การจัดตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการ กองทุนบำนาญฯ ในด้านการศึกษา ก็จะมีการพัฒนาด้านคุณภาพต่อจากการดำเนินมาตรการเรียนฟรี บรรลุผลสำเร็จ รวมไปถึงการลดการแทรกแซง-อุดหนุนราคาผลิตผลทางการเกษตรไปสู่การใช้เครื่องมือประกันความเสี่ยง เช่น ออปชั่น ตลาดสินค้าล่วงหน้ามากขึ้น

 ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้เสนอระบบการออมเพื่อการชราภาพสำหรับแรงงานนอกระบบใน 2 รูปแบบคือ การออมในกองทุนบำเหน็จบำนาญภาคประชาชน (กบป.) และการออมในกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) โดย กบป.จะมีลักษณะเป็นกองทุนการออมระยะยาวเพื่อการชราภาพโดยการออมแบบสมัครใจของแรงงานนอกระบบ กำหนดหน่วยเงินออม 1,200 บาทต่อปี เฉลี่ยแล้วออมเดือนละ 100 บาท มีระยะเวลาออม 15 ปี สมาชิกสามารถออมได้มากกว่า 1 หน่วย หรือเพิ่มจำนวนหน่วยออมในปีถัดไป แต่ต้องไม่เกิน 10 หน่วยตลอดชีพ จะได้รับผลประโยชน์บำนาญเมื่อเกษียณอายุครบอย่างน้อย 60 ปี ประมาณเดือนละ 650 บาท อย่างไรก็ตาม จะมีส่วนสมทบการออมจากภาครัฐในฐานะมีบทบาทร่วมก่อตั้งกองทุน โดยประเดิมเงินจัดตั้งครั้งแรกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท อาจแบ่งจ่ายเป็น 2-3 งวดในระยะ 3 ปี

 ขณะที่ กบช.มีรูปแบบเป็นกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุภาคบังคับ ครอบคลุมแรงงานนอกระบบทั่วประเทศซึ่งมีอายุระหว่าง 15-60 ปี แม้จะยังไม่มีงานทำจะต้องมาลงทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุน ทั้งนี้อัตราการออมเป็นมูลค่าจำนวนเงินที่ไม่เป็นสัดส่วนกับค่าจ้าง  กำหนดขั้นต่ำอยู่ที่ระดับป้องกันการตกสู่ความยากจนจำนวน 1,400 บาท หรือบังคับออมขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท และรัฐสมทบให้เดือนละ 200 บาท ซึ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับรายเดือนตามบัญชีของแต่ละคน ขึ้นกับเงินออมสมาชิก เงินสมทบรัฐบาล และดอกผลจากการบริหารเงินออม โดยรัฐรับประกันจ่ายบำนาญขั้นต่ำ 700 บาท โดยภาระรัฐบาลจากการจ่ายสมทบรายละ 200 บาทต่อเดือนคิดเฉลี่ย 40 ปีข้างหน้าประมาณปีละ  58,061 ล้านบาท ไม่รวมกับที่รัฐต้องจ่ายเบี้ยยังชีพ

 นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะต้องก่อหนี้เพิ่ม ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยน่าจะขยับเข้าไปใกล้เพดานที่ 50% ของจีดีพี แต่จะไม่กระทบต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อีกส่วนหนึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนให้เอกชนมีบทบาทการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน 2535 เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุนโดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะเป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกเหนือจากเงินกู้ 7 หมื่นล้านบาท ที่รอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติกรอบการกู้เงิน

 นายกรัฐมนตรีกล่าวประเมินผลงาน 2 เดือนกว่าที่เข้ามาบริหารประเทศว่า สิ่งที่เขาพอใจคือการที่สามารถทำให้สภาพบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติได้ เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์การเมืองในช่วงต้นเดือนธันวาคม (2551) ที่ไม่มีใครรู้ว่าประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางไหน  

 "ทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาล ทุกคนมีความเข้าใจดีว่าเราอยู่ในภาวะวิกฤติ ผมไม่คิดว่าทีมงานของเรามีปัญหาอะไร ขณะนี้มีกลไกในการประชุมทุกสัปดาห์ และทุกคนยอมรับได้ว่าเราจะต้องมาเจอกันบ่อยขึ้น" นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงรูปแบบบริหารทีมงานเศรษฐกิจ ว่าเหมาะสมแล้วกับภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้

 ด้านนางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสถิติแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า ได้สำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนมกราคม 2552 พบว่ามีผู้ว่างงาน  8.8 แสนคน เพิ่มขึ้น 2.5 แสนคน จากเดือนมกราคม 2551 ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 6.3 แสนคน แต่เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2551 พบว่ามีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 3.4 แสนคน และเมื่อพิจารณาอัตราการว่างงานเป็นรายภาค พบว่าภาคใต้มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด 3.9% รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.7% ภาคกลาง 2.1% ภาคเหนือ 1.7% ส่วนกรุงเทพมหานคร มีอัตราการว่างงานน้อยที่สุด 1.3%

 ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการว่างงานกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2551 พบว่าอัตราการว่างงานทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 0.7% โดยภาคใต้มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสูงสุด คือ  2.5% ภาคกลางเพิ่มขึ้น 1.0% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 0.3% และภาคเหนือเพิ่มขึ้น 0.1% ในขณะที่กรุงเทพมหานครมีอัตราการว่างงานลดลง 0.2%

นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ได้หารือถึงการจัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ 2-3 ปีข้างหน้า (ปีงบประมาณ 2553-2555) วงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท โดยหลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกไปแล้ว ส่วนโครงการลงทุนที่จะอยู่ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 นั้น จะเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ เช่น คมนาคม แหล่งน้ำ โรงเรียน สาธารณสุข และที่อยู่อาศัย

 “กรอบลงทุนนี้จะใช้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเพิ่มเงินลงทุนในภาวะที่การลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออกมีปัญหา โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อไทย ถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องเร่งพิจารณากรอบลงทุนช่วง 2-3 ปีข้างหน้า" นายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า ระหว่างนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังทำความเข้าใจให้ตรงกัน และจะเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเข้า ครม.เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า

 ส่วนการแก้กฎหมายขยายเพดานการก่อหนี้ทั้งในและต่างประเทศนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลจะใช้กรอบลงทุนระยะ 3 ปีเป็นตัวตั้งและกำหนดว่าต้องใช้เงินเท่าไรที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ จากนั้นจะย้อนกลับมาพิจารณาการขยายตัวของรายได้จากภาษี รวมทั้งพิจารณาว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายเพดานก่อหนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามงบประมาณปี 2552 คาดว่ารายได้รัฐบาลที่เคยประเมินว่าจะต่ำกว่าเป้าประมาณ 1 แสนล้านบาท ขณะนี้คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง 1.5 แสนล้านบาทหรือมากกว่า

 “เดิมเคยประเมินว่าเราจะจัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้า 1 แสนล้านบาท แต่วันนี้เราคาดว่าอาจจะวิ่งไปถึง 1.5 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท แต่คิดว่าเรายังพอบริหารจัดการได้ในภาวะที่เงินคงคลังเป็นเช่นนี้ ส่วนการกำหนดเพดานเงินกู้และหนี้สาธารณะเราจะยึดหลักการสากล และไม่น่ามีการเปลี่ยนกติกาอย่างถาวร ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายงบประมาณหรือวิธีการต่างๆ ก็ไม่ควรไปแก้ไข” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกัณต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนและบุคลากรภาครัฐ ในส่วนเงิน 2,000 บาท โดย ครม.อนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ที่ตกสำรวจทั้งสิ้น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 199,338 คน กลุ่มที่สอง พนักงานรัฐวิสาหกิจ 46,139 คน กลุ่มที่สาม ในรูปแบบบุคลากรหน่วยงานพิเศษองค์การมหาชน 1,282 คน กลุ่มที่สี่ กระทรวงกลาโหมในส่วนของทหารเกณฑ์ 154,200 คน กลุ่มที่ห้า ครู โรงเรียนเอกชน 132,604 คน และบุคลากรองค์กรรัฐธรรมนูญอยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูล รวมทั้งสิ้น 534,559 คน งบทั้งสิ้น 1.69 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางข้าราชการและผู้ประกันตน