
แนะสื่อกระแสหลักรอบคอบทำงานท่ามกลางวิกฤต
"นักวิชาการ - สื่อมวลต้นแบบ " แนะสื่อกระแสทำงานท่ามกลางวิกฤตต้องมีความรอบคอบ และต้องตรวจสอบให้ชัด ก่อนที่จะพิพากษา ระบุสื่อกระแสรองเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์เริ่มมาแรง แต่หวั่นจะสร้างนิสัยให้คนไทยชอบการประมาณ และการยั่วยุ
(7พ.ค.) หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดเสวนา หัวข้อ " สื่ออย่างไร ไม่พาสังคม (ยิ่ง) วิกฤติ ร่วมเสวนา โดย ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนต้นแบบ , รศ.ดร.ปริชาต สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา และน.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ นักแปล ผู้ร่วมก่อนตั้ง Thainetzen.com
ในระหว่างการเสวนา ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศเป็นยุคมีวิกฤติการเมือง และเป็นยุคทองของสื่อสารทางวิชาชีพสื่อสารมวลชน เราสามารถทำงานได้เต็มที่ตามทฤษฎี ทำให้ทุกคนมีความสนุกสนาน มีเรื่องให้ทำเยอะ สื่อทีวีสามารถมานำภาพมากมายที่จะนำมาเสนอให้คนดูภาพได้ ถึงบางครั้งจะไม่ได้สัมภาษณ์ แต่ถ้ามีภาพก็สามารถทำให้คนสนใจได้ อย่างกรณีคุณทักษิณถึงแม้จะไม่ได้สัมภาษณ์ก็สามารถนำภาพมาเสนอให้คนสนใจได้
" สื่อสิ่งพิมพ์โชคดีที่ไม่มีใครมาคุมพื้นที่ เป็นโอกาสแสดงฝีมือให้สังคม และประชาชน รู้ว่าเรายึดอาชีพนี้ เราให้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน แต่สื่อไม่มีหน้าที่นำทาง หรือไปช่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด สื่อต้องทำให้น่าเชื่อถือ เราไม่ควรเป็นสื่อนำทาง ถ้าเป็นสื่อนำทางจะยิ่งทำให้สังคมวิกฤติ สื่อนำทางคือของกลุ่มพรรคการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นง่าย และไม่มีการถามจริยธรรม ไม่ต้องลงทุนหาข่าวสาร แต่ถ้าเป็นสื่อมวลชนเราอยากทราบอะไรเราจะต้องเดินไปถามไปค้นหา ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงพิสูจน์ และเป็นยุคทองที่ทำงานเป็นอิสระอย่างแท้จริง และมีหลักการในการทำงาน
ดร.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนอยากเห็นตอนนี้ คือ สื่อทำเบื้องหน้าเบื้องหลังให้มากขึ้น ให้ความรู้กับชาวบ้านที่มาประท้วง และตามต่างจังหวัด นำเสนอว่าสันติภาพคืออะไร ประชาธิปไตยคือะไร ประชาชนต้องการความรู้ หนังสือพิมพ์จะต้องเป็นเวทีสาธารณะ ไม่ควรจะให้มีใครมาซื้อสื่อ แม้กระทั่งการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ และอยากให้มีการนำเสนอความคิดเห็นของแกนนำ นปช.มาร่วมเขียนบทความ เป็นการทำข่าวอย่างอิสระอย่างแท้จริง จากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ควรพูดถึงเขาอย่างมีหลักการ
ดร.สมเกียรติ กล่าวยังถึงกรณีนักข่าวพลเมืองที่นำเสนอผ่านสื่อทีวีในขณะนี้ ว่า ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้ข่าวของนักข่าวพลเมืองออกผ่านสื่อทีวี เพราะไม่ใช่สื่อมวลชน ไม่มีวิชาชีพสื่อ ไม่เป็นมืออาชีพ ทำตามใจ ไม่มีความรับผิดชอบ ขาดความเป็นสื่อสารมวลชนทางวิชาการ ไม่มีการสนับสนุนทางเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งที่นักข่าวพลเมืองทำมันเป็นความสุขของแต่กลุ่มที่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำขึ้น ส่วนข้อเสีย คือ นักข่าวพลเมืองไม่ช่องทางที่เป็นของตัวเอง ดังนั้นควรจะใช้สื่อใหม่มากกว่า เช่น การเปิดเวปไซด์ของตัวเอง เพื่อเสนอสิ่งที่คุณทำ หรือผ่านแสดงความเห็นอย่างทวิตเตอร์ เฟคบุ๊ค สื่อหลักต้องทำหน้าที่ของเราอย่างมีจุดมุ่งหมายให้ความเป็นจริง ส่วนสื่อใหม่ เช่น ทวิตเตอร์ และเฟดบุ๊ค ส่วนตัวเห็นแล้วก็รู้สึกสนุกดี แต่ก็เป็นได้แค่สื่อรอง ซึ่งในสื่อหลักจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า ดังนั้นสื่อหลักจะต้องมีหน้าที่ให้ความรู้ และ ไม่ควรเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยึดหลักวิชาชีพ ถ้ามีสิ่งเหล่านี้น่าจะช่วยคนไม่ทะเลาะกัน และไม่เป็นตัวจุดประกายความขัดแย้ง
รศ.ดร.ปริชาต กล่าวว่า ในขณะนี้มีปรากฎการณ์สื่อเกิดขึ้นใหม่มากมาย ที่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และมีสื่อหลากหลายที่มีความเชื่อมโยงกัน ใครอยู่ที่ไหน ใครทำผิดอะไร มันจะไม่มีความลับ และในเวลานี้ความจริงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ยาก ดังนั้นสื่อจะต้องเข้มแข็ง กองบรรณาธิการจะต้องปรับตัว ทำงานหนักมากขึ้นเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วยเหตุผล ในยุคนี้เป็นยุคทองของสมาคมนักข่าว ที่จะต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และต้องการทำงานให้หนักขึ้น โดยการทำหน้าที่ดูแลตรวจสอบกันเอง เพราะที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าบางครั้งมีการต่อสายขอพื้นที่ข่าวกัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นบทพิสูจน์กองบรรณาธิการของสื่อแต่ละฉบับที่จะต้องพิสูจน์ตัวเอง ถึงแม้ว่าจะมีสถานการณ์ที่เร่งรีบท่ามกลางที่มีการแข่งขันของสื่อ แต่ตนเห็นว่าควรไม่เร่งรีบ สื่อควรมีการตรวจสอบถูกต้องที่นำเสนอ
" เราต้องรับว่าผู้บริโภคมีความใจร้อนที่มีความต้องการรับข้อมูลข่าวสาร อาทิ การเลือกรับ SMS ในมือถือ ซึ่งบางคน บางกลุ่มเลือกรับสื่อในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งในครั้งอาจจะลุกขึ้นมาเป็นโฆษณาให้เองโดยไม่รู้ตัว เช่น อีเมลล์ เฟคบุ๊ค ซึ่งสื่อสิ่งนี้ดิฉันคิดว่าอาจทำให้เกิดการปะทะกันได้ และอาจจะทำให้ก่อเกิดปัญหาทางสังคมในอนาคต สื่อประเภทนี้มันจะแทรกซึมเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว ทำให้สามารถสร้างคนให้เป็นคนที่ชอบการประฌามเก่ง คนยุยงเก่งขึ้นมาในสังคมได้ในอนาคต " รศ.ดร.ปริชาต กล่าว
น.ส.สฤดี กล่าวว่า สื่อหลักควรทำให้ประเด็นมันเด่นขึ้นมามากกว่าตัวบุคคล การเอาพื้นที่สื่อไปรับโฆษณามันก็จะมีปัญหามาก สื่อออนไลน์อย่างเฟคบุ๊ค ตอนนี้ก็คือสถานที่สมรภูมิย่อยๆสำหรับคนที่ต้องการพูดหรือบอกที่ไม่ได้ไปร่วมฟังในม็อบ เราจะเห็นได้จากรูปแบบโลโก้บนเฟคบุ๊คที่ใช้ในการแสดงเจตนารมย์ของบุคคลนั้น ๆ เป็นเฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นการแสดงออก บางโลโก้ใช้ภาษาที่รุนแรง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ บ้างก็มีการยุยงให้คนเถียงกัน มันมีความหลากหลายในความคิด ถ้าเราไปบอกว่าเขาแย่ โง่ มันเป็นการให้น้ำหนักที่แตกต่างกัน อยากให้สื่อกระแสหลักมองผ่านเรื่องสื่อออนไลน์ ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวในความคิด สื่ออินเตอร์เน็ทเป็นสื่อสาธารณะ จะถกเกียงกัน จะด่ากัน สุดท้ายแล้วมันก็คือคนไทยด้วยกัน
รศ.ดร.ปริชาต กล่าวอีกว่า สำหรับคอลัมนิสต์ในสื่อหลัก ดิฉันเห็นว่าควรจะมีจุดยืนที่ชัดเจน และมีความรับผิดชอบ และสื่อหลักจะต้องมีความรอบคอบ อย่างนักข่าวพลเมืองควรจะใช้พื้นที่เวปไชด์เป็นพื้นที่แรกในการนำเสนอ ไม่ใช่จะมาใช้พื้นที่สื่อหลัก เพราะนักข่าวพลเมืองและสื่อหลักสามารถทำงานร่วมกันได้ ทำให้เป็นสื่อที่มีความหลากหลายมากขึ้น หรือควรจะเปิดช่องนักข่าวพลเมือง เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีการผลิตสื่อ
รศ.ดร.ปริชาต กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤติการเมืองในขณะนี้ ถือเป็นโอกาสที่นักข่าวทำงานหนักขึ้น สร้างความเป็นความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง และองค์กรของตัวเอง อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าอย่าเพิ่งมาด่วนสรุป หรือตัดสินอะไร ถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบก็ไม่ควรไปพิพากษา อย่ายั่วยุให้เกิดการเอาชนะ อย่าโฟกัสในบางประเด็นมากเกินไป งดการทำรายการที่ยั่วยุ ใส่ภาพหรือเสียงมากเกินไป ให้มีหลักฐานมากขึ้นก่อนนำเสนอออกไป ต้องมีกฎกติกา มารยาท



