ข่าว

ผู้ค้าราชประสงค์สรุปพิษม็อบแดงทำเจ๊ง5พันล้าน

ผู้ค้าราชประสงค์สรุปพิษม็อบแดงทำเจ๊ง5พันล้าน

06 พ.ค. 2553

ถูกเลิกจ้างแล้ว 45 คน คาดยืดเยื้อถึงสิ้น พ.ค. จ่อลอยแพอีกนับพันชีวิต วอนแกนนำสั่งสลายก่อนชาวบ้านหมดความอดทน เผยมาตรการเยียวยารัฐบาลยังไม่เพียงพอ เล็งชงข้อมูลเสนอรัฐสัปดาห์หน้า

หลังจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายึดพื้นที่ย่านราชประสงค์ใจกลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน สร้างผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้างทั้งรายใหญ่และรายย่อย ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจย่านราชประสงค์ สรุปเบื้องต้นว่า ความสูญเสียรายได้อันเนื่องจากการปิดกิจการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งธุรกิจค้าปลีกและร้านค้าย่อยจำนวน 1,687 ราย รวมกันเป็นเงิน 5,244 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 174 ล้านบาทต่อวัน ลูกจ้างได้รับผลกระทบกว่า 2 หมื่นคน ผู้ประกอบการโรงแรม 10 แห่ง สูญเสียรายได้รวม 600 ล้านบาท พนักงานได้รับความเดือดร้อน 4,400 ราย

 “นอกจากการปิดให้บริการของโรงแรม ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และร้านค้าย่อยกว่าพันรายแล้ว ผลกระทบดังกล่าวยังส่งผลให้ลูกจ้างหลายพันรายต้องขาดรายได้เลี้ยงชีพในแต่ละวัน และรวมไปถึงการสูญเสียวิถีชีวิต ความสงบสุข และอิสรภาพของกลุ่มคนทำงานและกลุ่มคนที่อาศัยในชุมนุมย่านราชประสงค์ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าความเสียหายนี้จะยุติลงวันไหน ก่อนหน้านี้ไม่ออกมาพูดชัดเจน เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงานลูกจ้างและผู้ประกอบการ แต่ขณะนี้มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะชี้แจงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น" นายชายกล่าว

 นายชายกล่าวอีกว่า มาตรการเยียวยาของรัฐบาลที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) 3 มาตรการ จากที่ภาคเอกชนเสนอไป 6 มาตรการนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่อง เช่น มาตรการภาษี ทั้งเงินได้นิติบุคคล มูลค่าเพิ่ม และภาษี หัก ณ โดยการผ่อนผันให้ยืดระยะเวลาการเสียภาษีออกไปหลังยุติการชุมนุม 2 เดือน จากที่ชำระเดือนนี้ ขณะนี้กรมสรรพากรได้ออกแบบฟอร์มให้ผู้ประกอบการยื่นเรื่องของผ่อนผันแล้ว แต่อาจมีกรณีปัญหาของผู้ประกอบการที่มีหลายสาขาและจดทะเบียนนอกเขตปทุมวัน ในส่วนนี้จะหารือกันอีกครั้ง

 ส่วนของการขอยืดระยะเวลาชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ นั้น อยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ เพื่อขอยืดระยะเวลาไปจ่ายเดือนกันยายน เช่น เดียวกันภาษีโรงเรือนที่จะหารือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) อีกครั้ง คาดว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินสดหมุนเวียนจ่ายเงินเดือนค่าจ้างพนักงานได้โดยไม่ต้องปลดคนงาน

เผยจ่อปลดลูกจ้างนับพัน

 นายชายกล่าวถึงการประชุมร่วมกันล่าสุดของผู้ประกอบการและภาครัฐว่า ทุกฝ่ายรับทราบข้อมูลที่แจ้งกระทรวงแรงงานว่ามีธุรกิจย่านราชประสงค์ปลดพนักงานออกแล้ว 45 คน และกำลังตรวจสอบว่าอยู่ในธรุกิจใด รัฐบาลมองว่ายังเป็นตัวเลขไม่มากนัก แต่ได้ชี้แจงไปว่าส่วนใหญ่ผู้ประกอบการยังรับภาระได้ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากกลัวว่าหากปลดคนออกแล้วจะมีปัญหาเมื่อธุรกิจเปิดให้บริการตามปกติ แต่หากการชุมนุมยังไม่ยุติภายในเดือนพฤษภาคมนี้ น่าจะมีแรงงานถูกปลดจากงานอีกนับพันคน

 “จากการหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้รับการยืนยันว่าการชุมนุมน่าจะยุติได้ในเร็ววัน หรือภายในสัปดาห์นี้ แต่ภาคเอกชนยังไม่แน่ใจ แต่ขณะนี้สบายใจขึ้น และหวังว่าการเจรจาจะหาทางออกของสองฝ่ายจะยุติได้โดยเร็ว แต่ถ้าไม่สามารถยุติการชุมนุมได้ภายในเดือนนี้ ก็คงต้องทำใจและได้ แต่รอไปเรื่อยๆ ผมยอมรับว่ายังไม่มีแผนสำรองอะไร การเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุมก็คงไม่เกิดประโยชน์ เนื่องจากเคยขอร้องให้เคลื่อนย้ายการชุมนุมไปที่อื่น แต่ก็ไม่มีกระแสตอบรับ และหากการชุมนุมยังไม่ยุติ สิ่งที่ประเมินไม่ได้คือความอดทนของคน คนที่ได้รับความเดือดร้อนก็จะออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น กลุ่มสีลม โรงพยาบาลจุฬาฯ และกลุ่มสถาบันการศึกษา” นายชายกล่าว

ชี้มาตรการรัฐยังไม่เพียงพอ

 นายชายกล่าวอีกว่า มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอ ทั้งการจัดตั้งกองทุนปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 5,000 ล้านบาท การจ่ายเช็คช่วยเหลือลูกจ้างแรงงานรายละ 3,000 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลขความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ คาดว่าจะสรุปได้ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเสนอให้รัฐพิจารณาแนวทางช่วยเหลือต่อไป มองว่าบางรายอาจมีความจำเป็นต้องการเงินกู้มากกว่า 3 ล้านบาท ส่วนนี้จะขอขยายวงเงินกับเอสเอ็มอีแบงก์ด้วย รวมถึงการขอผ่อนผันหลักเกณฑ์การกู้เงินให้ง่ายขึ้น เพราะหากผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้หรือรับภาระต่อไปไม่ไหว แม้รัฐจะจ่ายเงินชดเชยแรงงานแล้ว แต่สุดท้ายผู้ประกอบการก็ไม่สามารถรักษาพนักงานเอาไว้ได้

 “การให้กู้เสริมสภาพคล่องวงเงิน 5,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยผ่อนปรนนั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอรองรับความเดือดร้อนของผู้ประกอบการหรือไม่ แต่วงเงินต่อราย 3 ล้านบาทนั้น มองว่าอาจไม่เพียงพอในการแบกรับภาระต้นทุนช่วงเดือนกว่าที่ผ่าน ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงานที่ส่วนใหญ่ยังจ่ายเงินเดือนตามปกติ ยกเว้นรายได้ส่วนของค่าคอมมิชชั่นของพนักงานขายกับค่าทริปของพนักงานโรงแรมที่ขาดหายไป” นายชายกล่าว

 นายชายยืนยันว่า หากการชุมนุมยุติลงตามที่คาดหวังไว้ ทางกลุ่มผู้ประกอบการส่วนใหญ่พร้อมจะเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบได้ภายใน 2 วัน ส่วนที่เปิดอยู่แล้วก็จะเปิดเต็มรูปแบบได้ในวันรุ่งขึ้น ส่วนการฟื้นความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและคนไทยในการดึงให้กลับมาท่องเที่ยวซื้อของในย่านราชประสงค์เหมือนเดิมนั้น ขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการกำลังจัดทำแผนฟื้นฟู ซึ่งในส่วนของคนไทยน่าจะลืมง่ายและกลับมาช็อปปิ้งเร็วๆ ส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติคงต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน โดยเบื้องต้นในเดือนมิถุนายนนี้ ภาคเอกชนจะร่วมกันจัดไทยแลนด์ แกรนด์เซล โดยภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ตั้งศูนย์ลงทะเบียนพิษม็อบ

 นายฟ้าฟื้น เต็มบุญเกียรติ เลขานุการสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า สมาคมได้จัดตั้ง "RSTA Call Center" เพื่อเป็นศูนย์กลางขึ้นทะเบียนความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบย่านราชประสงค์ให้ครบถ้วนเพื่อนำเสนอต่อให้รัฐบาลหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มเติม โดยผู้ประกอบการสามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 08-5484-6471-3 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ พร้อมทั้งประสานงานให้อาคารอื่นๆ มีคอลเซ็นเตอร์ของตัวเองและทำงานร่วมกันต่อไป

เร่งเครื่องเยียวยาราชประสงค์

 นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) กล่าวถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงย่านราชประสงค์ ว่า ข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ล่าสุดระบุว่าลูกจ้างในระบบประกันสังคมถูกเลิกจ้างแล้ว 45 คน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มอีกประมาณ 100 คน ส่วนนายจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนแต่ยังไม่เลิกจ้างงาน 489 ราย มีลูกจ้างกว่า 1,400 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ค้าแผงลอยที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) อีก 1,500 คน ส่วนลูกจ้างนอกระบบต้องรอให้นายจ้างแจ้งข้อมูลอีกครั้ง รวมทั้งผู้ค้าแผงลอยต้องพิจารณาให้ชัดว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ จำนวนเท่าใด เพราะหลังจากมีการชุมนุมเกิดขึ้นแล้ว ผู้ค้าบางรายก็ยังขายของได้ บางรายก็ย้ายที่ขายไปที่อื่น

 ทั้งนี้ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ให้ช่วยดูแลในเรื่องธุรกิจเอสเอ็มอี และร้านค้าที่เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าและโรงแรม ได้ขอให้กระทรวงการคลังไปเจรจากับธนาคารพาณิชย์ ที่เอสเอ็มอีใช้บริการสินเชื่อ โดยให้เข้าร่วมกระบวนการเยียวยาร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ โดยใช้กลไกของรัฐเข้าไปดึงดูด เช่น กระบวนการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เป็นต้น

 อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถขายสินค้าได้ต้องมีมาตรการทางด้านการตลาดเข้ามาเสริม เช่น ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ททท. ปิดถนนราชประสงค์ จัดมหกรรมขายสินค้าราคาถูกที่ค้างสต็อก ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุม ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

 “ผมได้ให้ผู้ประกอบการทั้งหมดไปหารือในรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้งว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องเป็นงานที่เกิดขึ้นทันที หลังจากเหตุการณ์สงบไม่ใช่ปล่อยไว้ 1-2 เดือน ขณะเดียวกันเอกชน จะกลับไปทบทวนเรื่องต้นทุน ค่าจ้างแรงงานและค่าเช่าให้ชัดเจนว่า มีจำนวนเท่าไหร่ ก่อนกำหนดรายละเอียดของการช่วยเหลือที่ชัดเจนต่อไป” นายเกียรติกล่าว

เชิญหอการค้านานาชาติแจงโรดแม็พ

 ส่วนแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เสนอทางออกวิกฤติปัญหาการเมืองโดยจัดทำโรดแม็พปรองดอง 5 ข้อนั้น นายเกียรติกล่าวว่า ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ เวลา 10.00 น. จะเชิญหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย ซึ่งมีตัวแทนกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการทำความเข้าใจในแผนปรองดองแห่งชาติของนายกรัฐมนตรี ให้นักลงทุนรับทราบ เพื่อเรียกความมั่นใจในการลงทุน ขณะเดียวกันก็จะหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงต่อนักลงทุนต่างประเทศ ว่าต้องการรัฐบาลมีมาตรการอะไรช่วยเหลือหรือไม่ เพื่อที่จะนำข้อเสนอต่างๆ เสนอให้นายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

 “นอกจากหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย ผมยังมีกำหนดที่จะหารือกับเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยของทุกประเทศสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไรให้แต่ละประเทศรับทราบ โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตใน 47 ประเทศ ที่มีคำเตือนไม่ให้ประชาชนของตัวเองเดินทางมาประเทศไทย เข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้อง แล้วนำข้อมูลไปแจ้งให้ประเทศของตัวเองรับทราบ เพื่อใช้ในการตัดสินใจยกเลิกคำเตือนดังกล่าว ส่วนจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประเทศนั้นๆ” ายเกียรติระบุ

วอนแดงอย่ากดดันวันยุบสภา

 นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นายกฯ ควรกำหนดรายละเอียดโรดแม็พทั้ง 5 ข้อให้ละเอียดโดยเร็วที่สุด หากมีการกำหนดรายละเอียดเชื่อว่าจะทำให้การชุมนุมยุติลง และมีการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ตามที่นายกฯ ต้องการ ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงก็ไม่ควรมาบังคับนายกฯ ต้องประกาศวันยุบสภา เพราะการกำหนดวันเลือกตั้งเท่ากับกำหนดช่วงเวลาที่ต้องยุบสภาอยู่แล้ว ทั้งนี้ ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องแต่ละเรื่องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดรายละเอียดทั้งรัฐสภา พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ภาคประชาชนและภาคเอกชน

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเชื่อดีกับทุกฝ่าย

 นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การนำเสนอแผนปรองดองแห่งชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเมืองเริ่มมีทางออก และถ้าสถานการณ์ทางการเมืองจบลงเร็ว รวมทั้งสามารถดึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนกลับมาได้ เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาได้เร็วขึ้นด้วย ดังนั้น จากนี้ไปโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดำเนินการ คือ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ฟื้นฟูกลับมา ซึ่งจะช่วยลดทอนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ได้ด้วย

 เมื่อถามว่าเร็วไปหรือไม่ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน นางธาริษากล่าวว่า ในแง่การเมืองก็เป็นเรื่องที่การเมืองจะต้องไปพิจารณา แต่ในมุมของเศรษฐกิจแล้ว เมื่อบรรยากาศการเมืองมีการรอมชอมและมีทางออก ถือเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน

 “หากการเมืองจบแบบนี้ ถือว่าจบเร็ว ซึ่งผลกระทบถ้ามันไม่ยืดเยื้อต่อไป น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเศรษฐกิจไทย เพราะเมื่อการเมืองมีความชัดเจนก็ย่อมจะเป็นผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการ รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ก็จะได้ทราบแนวทางจากนี้ไปว่า ควรทำอะไรบ้างเพื่อแก้ปัญหา” นางธาริษากล่าว

 ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมานั้น คงต้องรอดูตัวเลขเดือนเมษายนถือว่าเป็นช่วงที่ถูกผลกระทบโดยตรง โดยปัจจุบันตัวเลขที่ ธปท.มีอยู่เป็นตัวเลขของเดือนมีนาคม ถือเป็นช่วงที่ผลกระทบยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนนัก ดังนั้น ธปท.จะติดตามเพื่อประเมินข้อมูลต่อไป

แบงก์หนุนนายกฯสุดตัว

 นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิต กล่าวว่า แผนปรองดองของนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และเชื่อว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับมาตรการที่นายกรัฐมนตรีประกาศออกมา ส่วนกลุ่มประเทศยุโรปที่มีปัญหานั้นไม่กระทบกับประเทศไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจประกันไม่ได้ไปลงทุนในกลุ่มประเทศยุโรปมากนัก เพราะการลงทุนทุกอย่างต้องผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เพราะฉะนั้นไม่น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวกับประเทศไทย

 ด้านนายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหารดูกลุ่มธุรกิจประกันและการเงินอาคเนย์ กล่าวถึง 5 มาตรการของนายกรัฐมนตรีว่า เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งรัฐบาลควรทำทุกอย่างให้มีความรวดเร็ว เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนรุ่นใหม่ ต้องทำอะไรให้มีความรวดเร็ว และต้องตัดสินใจที่รวดเร็ว ชัดเจน และไม่ว่าวิธีไหนก็สนับสนุนทั้งนั้น เพราะอาคเนย์อยู่บริเวณถนนสีลม อยู่ในจุดเสี่ยง

 “เห็นด้วยกับ 5 มาตรการ นายกฯ เป็นคนรุ่นใหม่ ควรตัดสินใจที่รวดเร็ว พูดให้ชัด อะไรที่ถูกต้อง ทำเลย อยากให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเร็ว“ นายโชติพัฒน์กล่าว