
เคาะ ดบ.บอนด์ไทยเข้มแข็งเฉลี่ย 4.16% คลังมั่นใจเกลี้ยงแสนล้าน-เปิดขาย 17-21 พ.ค.นี้
คลังเคาะดอกเบี้ยพันธบัตรออมทรัพย์เฉลี่ย 4.16% วงเงิน 1 แสนล้านบาทไม่มีเพิ่ม เดินหน้าขาย 17-21 พฤษภาคมนี้ ผ่านธนาคาร 12 แห่ง เปิดทางให้ผู้สูงอายุก่อน "กรณ์" มั่นใจประชาชนแห่ซื้อ เหตุดอกเบี้ยจูงใจสูงกว่าตลาด
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังลงนามการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 12 แห่ง ว่า กระทรวงการคลังจะเปิดจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง อายุ 6 ปี วงเงิน 1 แสนล้านบาท ระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม 2553 โดยอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 อยู่ที่ 3% ปีที่ 3-4 อัตราดอกเบี้ย 4% ปีที่ 5 อัตราดอกเบี้ย 5% และปีที่ 6 อัตราดอกเบี้ย 6% หรือดอกเบี้ยเฉลี่ย 4.16% ซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 งวด กำหนดการซื้อวงเงินขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย
สำหรับการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งนั้น จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับการขายพันธบัตรออมทรัพย์รอบแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุก่อน โดยระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคม จะเปิดขายให้แก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ก่อนจะเปิดขายให้ประชาชนทั่วไปและผู้ที่มีสิทธิ์ซื้อวันที่ 19-21 พฤษภาคม ซึ่งหากวงเงินหมดตั้งแต่รอบผู้สูงอายุ ก็จะไม่เพิ่มวงเงินจาก 1 แสนล้านบาทอีกแล้ว เพราะเป็นการดำเนินการตามกรอบที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติไว้
“มั่นใจว่าการเปิดขายพันธบัตรในรอบนี้จะสามารถกระจายไปได้ทั่วประเทศ เพราะมีธนาคารเข้าร่วมถึง 12 แห่ง รวมถึงธนาคารออมสินที่มีสาขากว่า 800 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะจัดสรรตามขนาดของฐานเงินฝากแต่ละธนาคารและแต่ละสาขาและจำนวนเงินยังสูงถึง 1 แสนล้านบาท มากกว่ารอบแรกมาก และยังเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้สูงอายุก่อน เพราะเห็นว่าเป็นกลุ่มที่ต้องอาศัยรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก โดยที่ดอกเบี้ยที่กำหนดสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในระบบด้วย” นายกรณ์ กล่าว
นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า พันธบัตรออมทรัพย์จะเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนที่มีโอกาสลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ให้ผลตอบแทนที่สูง ในภาวะที่ดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำ โดยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เพื่อให้ผู้ออมได้รับดอกเบี้ยตามภาวะตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้น
ทั้งนี้ธนาคารรับจำหน่าย ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ วงเงินจำหน่ายรวม 2 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงไทย วงเงินจำหน่ายรวม 1.8 หมื่นล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย วงเงินรวม 1.4 หมื่นล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ วงเงินรวม 1.4 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา วงเงินรวม 7,900 ล้านบาท ธนาคารออมสิน วงเงินรวม 7,800 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท ธนาคารนครหลวงไทยและธนาคารธนชาต วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท ธนาคารยูโอบี วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย วงเงิน 1,000 ล้านบาท และธนาคารซิตี้แบงก์ วงเงิน 300 ล้านบาท



