
ข้าพระบาท...น้อมนำทำดีถวาย"พระเจ้าแผ่นดิน"
เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
พระปฐมบรมราชโองการ ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 แม้จะเป็นข้อความที่สั้นกระชับ แต่ก็มีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก ตลอดระยะที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยอย่างเต็มพระกำลัง ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆ ของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นอย่างทั่วถึง ในพื้นที่ 76 จังหวัดในราชอาณาจักรไม่มีจังหวัดใดที่ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนของพระองค์
จวบจนวันนี้ครบ 60 ปีแห่งการบรมราชาภิเษก โดยเมื่อวันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ และถือเป็นมงคลสมัยที่พสกนิกรต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีด้วยการจัดพิธีฉลองฉัตรมงคลอย่างยิ่งใหญ่
พร้อมกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน 3 วัน วันแรกตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม เป็นงานพระราชกุศลทักษิณานุประทาน วันที่ 4 พฤษภาคม เริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล และวันที่ 5 พฤษภาคม สมโภชเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พร้อมกันนี้ผู้ที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในปีที่ผ่านๆ มา มาเข้าเฝ้าฯ ถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เผยว่า สวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกพระองค์ทุกคืนอยู่แล้ว เพราะหากไม่มีพระองค์เหล่านี้ก็คงไม่มีประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นทุกคืนจะสวดมนต์ขอให้ทรงปกปักรักษาคุ้มครองประเทศไทยและปวงชนชาวไทยไปตลอด
"ส่วนตัวแล้วจะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านไปใช้ในครอบครัวอยู่เสมอ ตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ของสามี (ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา) ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ก็เป็นเสมือนการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตใจและเทิดทูนทั้งสองพระองค์มาโดยตลอด เราภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปไหนมาไหนเราสามารถชูคอได้อย่างไม่อายใคร สิ่งเหล่านี้เรานำมาอบรมสั่งสอนลูกหลานอยู่เสมอ จริงๆ แล้วทั้งสองพระองค์ควรจะสบายกว่านี้ เพราะเป็นถึงพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ แต่ทั้งสองพระองค์ไม่ได้สบายเหมือนกษัตริย์อื่นๆ ทั่วไป ทรงงานอยู่ตลอดไม่เคยอยู่เฉยแม้จะพระชนมายุเพิ่มขึ้นก็ตาม เพราะพระองค์ทรงรักประชาชนของพระองค์มาก" ท่านผู้หญิงอรนุช กล่าว
ส่วน "คุณหญิงเอ๋ย" ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่น้อมนำกระแสพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่มักจะนำมาสอนลูกหลานอยู่เสมอ เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ทำให้รู้สึกไม่ต้องการอะไรในสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่กลับรู้สึกอยากจะเป็นผู้ให้แทน พร้อมกันนี้คุณหญิงเอ๋ยยังกล่าวถึงขบวนการล้มเจ้าด้วยว่า เสียใจมากที่คนไทยไม่รักสถาบันพระมหากษัตริย์
"เหมือนเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยไปแล้ว ที่จะต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นศูนย์กลางจิตใจของคนไทย ถึงแม้ประเทศของเราจะมีรัฐบาลบริหารประเทศ แต่เมื่อไรที่เกิดปัญหาทุกข์ร้อนอะไรขึ้นมาก็มักจะมองหาพระมหากษัตริย์เป็นที่พึ่งอยู่เสมอ ส่วนตัวยังมองไม่เห็นเลยว่าคิดแบบนั้นได้อย่างไร ในเมื่อประเทศไทยมีจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะเรามีพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด" คุณหญิงเอ๋ย แจกแจง
ด้าน คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กล่าวถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า อยากให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อทรงเป็นขวัญกำลังใจและเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคนไปตลอด ในการนี้คุณหญิงยังได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย
"ความพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต ทำให้เราไม่ทำอะไรเกินตัว สิ่งไหนที่ต้องทำก็ทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่คิดแต่อยากจะได้แต่ต้องคิดที่จะให้กลับคืนไปด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แม้กระทั่งดอยตุงเองก็ได้นำกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาปรับใช้ในองค์กรด้วยเหมือนกัน" คุณหญิงพวงร้อย กล่าว
ปิดท้ายกันด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวถึงการถวายบังคมพระมหาบูรพกษัตริย์ ว่า เป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ได้รักษาแผ่นดิน ทำให้พสกนิกรชาวไทยได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมาโดยตลอด ซึ่งธรรมเนียมไทยนั้นเป็นการแสดงความกตัญญู ความจงรักภักดี ซึ่งพวกเราทุกคนได้ปฏิบัติมาตลอด โดยเฉพาะสมาชิกจุลจอมเกล้าถือเป็นประเพณีอย่างน้อยปีหนึ่งก็จะต้องมากราบ และเป็นการย้ำเตือนว่าหน้าที่ในการรักษาแผ่นดินนี้ นอกจากความเหน็ดเหนื่อยที่ทุกพระองค์ได้ทรงปฏิบัติมาจนกระทั่งถึงรัชกาลปัจจุบัน พวกเราก็มีหน้าที่แบ่งเบาพระราชภาระนี้ไว้ด้วย อยากให้สมาชิกจุลจอมเกล้าจะใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม ตราบใดที่มีจิตสำนึกว่าเป็นคนไทยแล้ว หน้าที่รักษาแผ่นดินเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน



