
โรดแม็พ
ผมเชื่อว่าไม่ใช่แต่ผู้ชมรายการโทรทัศน์จะเซอร์ไพรส์กับแถลงการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องโรดแม็พเพื่อปฏิรูปการเมืองไทย เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เอง หรือรัฐมนตรีคนสำคัญๆ ในรัฐบาล ก็คงจะประหลาดใจพอๆ กันกับแถลงการณ์ดังกล่าว
ถ้าจะถามว่าการเมืองไทยในเส้นทางเดิมเดินมาจนสุดทางแล้วหรือไม่ จึงต้องมีการร่างแผนทางเดินฉบับใหม่ขึ้นมา คำตอบก็คือความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยได้เข้ามาสู่หนทางที่ตีบตันแล้วจริงๆ ครับ เมื่อทั้งรัฐบาลกับนปช.และคนเสื้อแดงต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปคนละทางจนถึงจุดสุดทางด้วยกันทั้งคู่ เหลือเพียงแต่ว่าใครจะช่วงชิงโอกาสหันหลังแตะกำแพงก่อน เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ แม้ว่าจะเป็นการเดินย้อนกลับมาในเส้นทางเดิมก็ตาม
สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในโรดแม็พของคุณอภิสิทธิ์นั้น หากพูดตามความจริงก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ เป็นแต่นำเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นปัญหาซึ่งรู้กันอยู่ และข้อเสนอของหลายๆ ฝ่ายมาเรียบเรียง และนำเสนอด้วยคารมและโวหารที่ชวนฟัง แต่ส่วนใหญ่แล้วยังคงมีลักษณะเป็นนามธรรมซึ่งยากจะเห็นความเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้ และก็คงไม่มีใครตอบได้ว่า หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายนแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นในเมืองไทย หากปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปมปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลง
ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มนปช.และคนเสื้อแดงนั้น ความรู้สึกของประชาชนโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ จะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ระหว่างความไม่พอใจผู้ชุมนุมกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล จนกลุ่มคนเสื้อแดงเสียศูนย์ในกรณีบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ ทำให้นายกรัฐมนตรีชิงโอกาสประกาศโรดแม็พออกมาทันที อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูลึกๆ แล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ดีไปกว่านปช.มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของนายกรัฐมนตรีเองที่ขาดความเข้มแข็ง และไม่ออกหน้าในปัญหาต่างๆ หรือเยี่ยมเยียนทหารและผู้บาดเจ็บจากการปะทะกัน เราจะเห็นหน้านายกรัฐมนตรีแต่ในโทรทัศน์ โดยไม่เห็นการลงพื้นที่เกิดเหตุในทันทีทันใดแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่ เวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ทหารและประชาชนต้องการขวัญและกำลังใจจากผู้นำเป็นอย่างยิ่ง
แม้นายกรัฐมนตรีจะประกาศว่าจะไม่ยอมให้ใครมาบีบคั้นเรื่องการยุบสภา แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในใจของคุณอภิสิทธิ์ก็คิดเรื่องยุบสภาอยู่ตลอดเวลา เพราะแรงบีบคั้นในเรื่องนี้คงไม่ได้มาจากกลุ่ม นปช.เพียงฝ่ายเดียว แต่น่าจะรวมถึงกลุ่มอื่นๆ อีกด้วย แม้ว่าทางผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เองจะไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาเลยก็ตาม แต่สถานะของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้ ก็คงเป็นอย่างที่มีเสียงเล็ดลอดจากที่ประชุมสมาชิกอาวุโสของพรรคนี้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ค่อยปรึกษาหารือผู้ใหญ่ในพรรค ทั้งๆ ที่ผู้ใหญ่ทุกท่านพร้อมที่จะให้คำแนะนำ ตามมาด้วยคำเหน็บแนมว่า ท่านนายกฯ ฟังแต่คำพูดของคนใกล้ชิดเพียงไม่กี่คน
จะอย่างไรก็ตาม อาจถือได้ว่า การเสนอโรดแม็พนี้คุณอภิสิทธิ์ได้ยอมถอยหลังมาแล้ว 1 ก้าว และโยนคำถามถึง นปช.กับกลุ่มเสื้อแดง ผ่านประชาชนว่า แล้วถึงเวลาที่ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์จะถอยได้หรือยัง ?



