
ความล้มเหลวซ้ำซากของ"เนปาลโมเดล"
สังคมไทยยังคงแตกแยกทางความคิดอยู่เหมือนเดิม หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแผนปรองดองแห่งชาติ (โรดแม็พ) 5 ข้อ เพียงแต่ความแตกแยกครั้งนี้ได้เปลี่ยนคู่ชกจากระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับรัฐบาลที่มีภาคประชาส
กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มองโลกในแง่ดี เชื่อว่าโรดแม็พ 5 ข้อนี้จะช่วยฝ่าวิกฤติให้ประเทศได้ กลุ่มนี้ประกอบด้วยคนส่วนใหญ่ในประเทศที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง เพียงแต่ต้องการให้ประเทศชาติกลับคืนสู่ความสงบสุขโดยเร็วเท่านั้น กลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหลายประเทศที่พยายามกดดันมาโดยตลอดให้ทุกฝ่ายเปิดเจรจาร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ
ส่วนกลุ่มที่สอง ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับโรดแม็พนี้ เนื่องจากไม่ไว้วางใจในความจริงใจของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะยอมแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อีกทั้งห่วงใยว่าในอนาคตอาจจะเกิดสภาพกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย นิติรัฐจะไม่เป็นนิติรัฐ การปฏิรูปประเทศไม่สามารถดำเนินไปได้ ไม่ต้องพูดไกลไปถึงเรื่องการดำเนินคดีต่อกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันก่อการร้าย
แม้กระทั่งนักวิชาการต่างชาติอย่างเช่น ศาสตราจารย์ดันแคน แมคคาร์โก ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยลีดส์ ก็ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ตามที่นายอภิสิทธิ์เสนอจะสามารถนำสันติสุขและเสถียรภาพกลับคืนสู่สังคมไทยได้ อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าถึงแม้ว่าโรดแม็พจะไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อหาทางออกที่สมบูรณ์พร้อม แต่เพื่อประโยชน์สุขของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทุกฝ่ายควรจะหันหน้ามาช่วยกันผ่าทางตันนี้ อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดียวกับเนปาล ซึ่งยังคงวุ่นวายไม่รู้จบ หลังจาก "ล้มเจ้า" ได้แล้ว แต่บ้านเมืองก็ยังเกิดกลียุคอยู่เหมือนเดิม
ขณะนี้กลุ่มเหมาอิสต์ซึ่งเคยบริหารประเทศช่วงสั้นๆ หลังเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐก่อนจะลาออก ได้เลียนแบบการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงทุกประการ เมื่อระดมคนกว่าแสนมาช่วยกันปิดล้อมเมืองหลวงจนชาวบ้านเริ่มอดอยาก เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา ลาออกแล้วตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเนปาลเป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่าความรุนแรงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ตราบใดที่ยังไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างของสังคมโดยเฉพาะปฏิรูประบบการศึกษา อันจะช่วยป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อเกมการเมืองอีก



